จารึกวันสิ้นโลกของชาวเกาะอีสเตอร์

ข้อมูลที่นำเสนอมาจากงานค้นคว้าของดร. Robert M. Schoch http://www.robertschoch.com/ และเวปไซด์ Wikipedia.org สามารถอุดหนุนงานของ ดร. Schoch ได้ที่ 

ก่อนอื่นขออนุญาตเล่าที่มาของจารึกRongorongo ก่อนนะครับ จารึกฉบับนี้ถูกค้นพบที่เกาะอีสเตอร์ ซึ่งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อศตวรรษที่ 19 ในช่วงแรกไม่มีใครสามารถแปลจารึกฉบับนี้ได้ เพราะเป็นรูปแบบของอักขระ proto-writing

จารึก Rongorongo เป็นจารึกที่สลักลงบนแผ่นไม้กว่า 20 แผ่นและเสียหายไปบางส่วน ปัจจุบันถูกเก็บรักษาตามห้องสมุดต่างๆยกเว้นที่เกาะอีสเตอร์ และมีรูปร่างแปลกๆเป็นภาพเหมือนคน สัตว์ต่างๆในอิริยาบทต่างๆกัน ซึ่งจะนำมาให้ดูต่อไป

ภาพระยะใกล้ของจารึก Santiago

ภาพที่พยายามมีการตีความจากจารึกบางส่วน

งานศึกษาของ Pozdniakov ในปี 2007 มีการรวบรวมตัวอักษรจากจารึก Rongorongo ไว้เป็นหมวดหมู่ดังนี้

ปัญหาของการตีความจารึกนี้เกิดจากการที่ภาษา Rongorongo ถูกคิดขึ้นที่เกาะอีสเตอร์เพียงที่เดียว ไม่มีรากฐานที่เชื่อมโยงกับภาาาอื่นๆ และจารึกที่สลักลงบนไม้ทำให้เสียหายได้ง่าย นอกจากนี้ชาว Rapanui ซึ่งเป้นชนพื้นเมืองของเกาะอีสเตอร์ถูกกลุ่มเชื้อชาติ Tahitian เข้ามาเจือปนในวัฒนธรรมมาหลายร้อยปีทำให้ผู้ที่สามารถเข้าใจภาษาเดิมไม่เหลืออยุ่เลย สำหรับการพยายามตีความจารึก Rongorongo สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ใน http://en.wikipedia.org/wiki/Decipherment_of_rongorongo

คราวนี้มาเข้าเรื่องงานค้นคว้าของดร. Schoch กันนะครับ ดร. Schoch ได้เดินทางไปทำการวิจัยที่เกาะอีสเตอร์เมื่อปี 2010 หลังจากที่ได้ศึกษารูปแบบของจารึก Rongorongo ที่เหลืออยู่ เทียบกับงานวิจัยของ ดร. Peratt ซึ่งศึกษารูปแบบของ Plasma ในชั้นบรรยากาศโลกแล้ว ก็พบความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ดังภาพ

ทางซ้ายมือของภาพเป็นแบบจำลองพลาสมาในชั้นบรรยากาศด้วยคอมพิวเตอร์ ภาพตรงกลางเป็นภาพสลักตามผนังถ้ำซึ่งคณะของดร.Peratt ได้รวบรวมมาจากทั่วโลก ภาพด้านขวาเป็นรูปอักขระโบราณ Rongorongo จากเกาะอีสเตอร์

สิ่งที่ดร. Schoch สงสัยคือความเหมือนกันของักขระโบราณและภาพสลักผนังถ้ำทั่วโลก ซึ่งหากดูภาพรวมแล้วน่าจะบ่งบอกถึงเหตุการณ์อะไรบางอย่างซึ่งเคยเกิดขึ้นนระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งเมื่อยึดตามงานวิจัยของดร.Peratt แล้ว ภาพพลาสม่าเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากการปล่อยพลังงานขั้นมหาศาลจากดวงอาทิตย์ในช่วง 8,000 – 10,000 ปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น (อ่านรายละเอียดงานวิจัยของดร. Peratt ได้ที่นี่ และ ที่นี่)

นอกจากนี้ดร. Schoch ยังพบความสัมพันธ์ของอักขระ Rangorango กับภาพวาดขนาดยักษ์ที่ที่ราบสูงนาซคาด้วย

ดร. Schoch ตั้งสมมติฐานว่าจารึก Rongorongo เป็นการบันทึกปรากฏการณ์บนท้องฟ้าขณะเกิดกระแสพลาสมาพลังงานสูงถูกส่งเข้าสู่โลกของเรา โดยมีรูปร่างเรียงตามลำดับ เมื่อนำมาประกอบกับตำนานพื้นเมืองของชาว Rapa Nui ที่บันทึกโดยนักสำรวจ Francis Maziere ซึ่งเล่าว่า

“ในสมัยของราชา Rokoroko He tau ท้องฟ้าได้ถล่มลง

ตกลงมาจากเบื้องบนสู่พื้นโลก

ผู้คนร่ำร้องไปทั่วว่า ท้องฟ้าล่มแล้วในสมัยราชา Rokoroko He tau

พระองค์ทรงมั่นคง รออยู่ชัวเวลาหนึ่ง ท้องฟ้าก็กลับไปยังที่ที่มันเคยอยู่”

ซึ่งเมื่อตรวจสอบกับจารึกหลายๆแผ่นของจารึก Rongorongo แล้วล้วนมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้อความที่บันทึกน่าจะมาจากแหล่งเดียวกันและเล่าเรื่องราวเดียวกัน ซึ่งถ้ามีเวลาจะนำงานวิจัย Gobekli Tepe ซึ่งเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ในประเทศตุรกีมาเล่าให้ฟังต่อครับ เพราะมีลักษณะและลวดลายของหลักจารึกที่คล้ายคลึงกันมาก แต่ดร. Schoch ได้สรุปว่าทั้งหมดล้วนบอกถึงภัยพิบัติที่เกิดจากพายุพลาสมาที่ลงมายังโลก ผู้คนที่ต่างหลบหนีในถ้ำ ในอาคารที่สร้างด้วยหินซ้อนๆกัน ใต้หน้าผา ก่อนที่โลกเราจะเข้าสู่ยุคมืดนานนับพันปีจนเราลืมอารยธรรมที่มีมาก่อนหน้านี้ไปจนหมด

หากสมมติฐานเป็นจริง โลกของเราได้เผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากดวงอาทิตย์ในรูปของการระเบิดใหญ่ เป็นผลทำให้เกิดการสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง และสิ้นสุดอารยธรรมยุคก่อนหน้านี้ไปแทบทั้งหมด และมนุษย์ที่เหลือรอดต่างพยายามบันทึกเหตุการณ์นี้ในหลุมหลบภัยของตนเพื่อเตือนคนรุ่นหลังถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งก่อนหน้านี้ ดร. Schoch ได้เคยตีพิมพ์ผลงานสำคัญเกี่ยวกับอารยธรรมที่ล่มสลายรวมไปถึงการปรับแก้อายุของปีรามิดที่กิซาห์และสฟิงค์ว่าน่าจะมีอายุยาวนานเกิน 8,000 ปีก่อนหน้านี้ด้วย (รอหนังสือของดร. Schoch ออกก่อนนะครับ จะพยายามรวบรวมมาเล่าต่ออีกตอนหนึ่ง)

Advertisements

Birkeland Current

จุดประสงค์หลักของบล้อคนี้ เพื่อต้องการไขปริศนาของภัยพิบัติในโลกของเรา โดยจะแยกสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ หรือที่เรียกว่า conspiracy theory ออกไป ให้คงเหลือแต่องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งในบางครั้งการมองปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยแนวคิดเดิมๆ ทฤษฎีเดิมๆ ไม่อาจทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์หรือหาคำอธิบายในหลายๆเรื่องได้ จะเป็นจะต้องใช้ทฤษฎีอื่นๆที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ก่อนที่เราจะเข้าไปสู่เนื้อหาที่ลึกขึ้น จำเป็นจะต้องเข้าใจแนวคิดทฤษฎีพื้นฐานก่อน ซึ่งในที่นี้จะเป็นแนวคิดในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทาง Plasma universe หรือทฤษฎีที่อธิบายกลไกของจักรวาลและโลกด้วยปรากฎการณ์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถไขปริศนาหลายๆอย่างที่ทฤษฎีฟิสิกส์แบบนิวตันหรือไอน์สไตน์ใช้อธิบายมาหลายร้อยปีไม่สำเร็จ

วันนี้ขอเริ่มต้นจาก Birkeland Current ก่อนครับ กระแสเบิร์กแลนด์ถูกค้นพบโดยนักฟิสิกส์ชาวนอร์เวย์ Kristian Birkeland ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดย Birkeland ได้ทำการศึกษาปรากฏการณ์แสงเหนือ (Aurora) ร่วมกับการค้นคว้าทางรังสีเอกซเรย์และสนามแม่เหล็ก โดยกระแสนี้เกิดจากแนวกระแสอิเลคตรอนที่เชื่อมระหว่างบรรยากาศชั้น magnetosphere และ ชั้น ionosphere ระดับสูงของโลก และเกิดสนามแม่เหล็กรอบๆกระแสที่เคลื่อนตัวอยู่นี้ กระแสเบิร์กแลนด์จะถูกขับเคลื่อนโดยลมสุริยะจากดวงอาทิตย์และสนามแม่เหล็กระหว่างดาว และจากการเคลื้อนตัวของกลุ่มพลาสมาจำนวนมากเข้าสู่ชั้น magnetosphere ขณะที่กระแสเบิร์กแลนด์ทำให้เกิดการเร่งอิเลคตรอนในชั้น magnetosphere แล้วมีการวกขึ้นสู่ชั้น ionosphere ด้านบนนี้ จะทำให้เกิดแสงเหนือหรือแสงใต้ขึ้น

กระแสเบิร์กแลนด์ จะมีการวิ่งเป็นสองชุดในชั้นบรรยากาศโลกโดยชุดที่อยู่ในละติจูดสูงกว่า จะมีการวิ่งของกระแสจากฝั่งเที่ยงของโลกผ่านช่วงค่ำไปยังโซนเที่ยงคืน ขณะที่อีกชุดหนึ่งที่อยู่ในละติจูดต่ำกว่าจะมีการวิ่งของกระแสจากช่วงเที่ยงผ่านช่วงเช้าไปยังช่วงเที่ยงคืน ชุดกระแสที่ผ่านในละติจูดสูงจะเรียกว่า Region 1 ส่วนชุดที่เกิดในละติจูดล่างๆจะถูกเรียกว่า Region 2 แนวความคิดของเบิร์กแลนด์ ไม่ได้รับการยอมรับจนกระทั้งปี 1960 ซึ่งเริ่มมีการส่งจรวดออกไปนอกโลก และได้ถ่ายภาพแนวการเกิดแสงเหนือและแสงใต้ตามทฤษฎีที่เบิร์กแลนด์ได้ทำนาย ดังนั้นเพื่อเป็นการให้เกียรติกับเบิร์คแลนด์ จึงมีการตั้งชื่อกระแสนี้ตามชื่อของเขาว่า กระแสเบิร์คแลนด์

ศาสตราจารย์ Emeritus แห่งห้องทดลอง Alfvén ในสวีเดนและศาสตราจารย์ Carl-Gunne Fälthammar ได้ให้ความเห็นว่า “สาเหตุที่เราต้องสนใจกระแสเบิร์คแลนด์เพราะ เป็นกระแสที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยพลาสมา ซึ่งเมื่อเราใช้ฟิสิกส์ของพลาสมามาอธิบายมันทั้งการเคลื่อนตัวแบบคลื่น ความไม่เสถียร และโครงสร้างของมันแล้ว เราพบว่าผลลัพท์ของมันทำให้เกิดการเร่งของอานุภาคที่มีประจุทั้งบวกและลบ รวมไปถึงการแยกประจุของสสาร ซึ่งทำให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศของโลกมากขึ้น

ลักษณะของ กระแสเบิร์กแลนด์

การทดลองที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดและเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดเรื่องกระแสเบิร์คแลนด์คือ Terrella หรือโลกใบเล็ก เป็นทรงกลมแม่ เหล็กที่จำลองคล้ายสภาพแม่เหล็กของโลก ประดิษฐ์ขึ้นโดย William Gilbert นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ โดย Birkeland ได้ใส่ terrella ลงในถังสูญญากาศ แล้วยิงด้วยรังสี Cathode จากเครื่องผลิต x-ray ซึ่งทราบต่อมาว่าคือกระแสอิเลคตรอน ผลที่ได้คือภาพของการเรืองแสงบนพื้นผิวทั้งขั้วเหนือและใต้ของทรงกลม คล้ายลักษณะของออโรร่า  จากการศึกษาต่อมาพบว่า กระแสเบิร์กแลนด์ จะนำไฟฟ้าประมาณ 100,000 แอมแปร์ในช่วงที่ไม่มีปฏิกิริยารุนแรงของลมสุริยะ และอาจสูงกว่า 1 ล้านแอมแปร์ในช่วงที่เกิดพายุสุริยะ กระแสในชั้น ionosphere จะทำให้เกิดความร้อนขึ้นในชั้นบรรยากาศชั้นสูง เนื่องจากการรับกระแสได้จำกัดของชั้นนี้ และมีการถ่ายทอดความร้อนไปยังก๊าซในชั้นบรรยากาศชั้นสูงให้ลอยตัวขึ้นและมีผลต่อวงโคจรดาวเทียมระดับล่าง

นอกจากนี้ การทดลองของเบิร์กแลนด์เมื่อทำที่ระดับกระแสอิเลคตรอนขนาดต่างๆกัน จะทำให้เกิดรูปร่างของลำอิเลคตรอน ที่เรียกกันว่า diocotron instability ซึ่งสามารถพบได้ในหลายรูปแบบ ส่วนหนึ่งเราสามารถพบได้ในชั้นออโรร่าที่เกิดบริเวณขั้วโลก (ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วในเรื่อง squatter man) ซึ่งต่อมาได้มีการศึกษารูปแบบของความไม่เสถียรของพลาสม่าในรูปแบบนี้ ทำให้เราเข้าใจกลใกการเกิดปรากฏการณ์ต่างๆได้เช่น การเกิดกาแลคซี่รูปจักร ซึ่งเป็นงานศึกษาของดร. Peratt ในเวลาต่อมา

กระแสเบิร์กแลนด์ถูกจัดกลุ่มในปรากฏการณ์พลาสม่า แบบหนึ่งที่เรียกว่า z-pinch ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกจากการบิดตัวของสนามแม่เหล็กในแนวที่ผ่านกระแสไฟฟ้าเส้นเดี่ยวเข้ามา ซึ่งเกิดการบิดตัวเองเป็นรูปเกลียวได้ เมื่อกระแสเบิร์คแลนด์สองเส้นที่วิ่งมาคู่กัน อาจเกิดแรงกระทำของสนามแม่เหล็กจากกระแสทั้งสอง ตามระยะห่างระหว่างกระแสทั้งสองได้

อ้างอิง

1. http://en.wikipedia.org/wiki/Birkeland_current

2. http://en.wikipedia.org/wiki/Plasma_%28physics%29#Complex_plasma_phenomena

3. http://en.wikipedia.org/wiki/Plasma_pinch

4. http://www.kth.se/ees?l=en_UK

5. http://www.plasma-universe.com/Galaxy_formation

แล้วออโรร่าพลังงานสูงมาจากไหน?

บทความนี้อ้างอิงจากข้อมูลงานวิจัยของ ดร. Peratt เรื่อง ลักษณะรูปร่างของ z-pinch อโรร่าที่ปรากฏในภาพโบราณภาค 2 ทิศทางและที่มาของออโรร่า (Characteristics for the Occurrence of a
High-Current, Z-Pinch Aurora as Recorded in Antiquity Part II: Directionality and Source) โดย Anthony L. Peratt, Fellow, IEEE, John McGovern, Alfred H. Qöyawayma, Life Member, IEEE, Marinus Anthony Van der Sluijs, and Mathias G. Peratt, Member, IEEE

จากที่กล่าวในบทความก่อนหน้านี้ว่า เราได้พบลักษณะของออโรร่าที่มีพลังงานสูงกระจัดกระจายทั่วโลกนับพันๆตัวอย่าง โดยทั้งหมดมีลักษณะใกล้เคียงกัน จึงเป็นคำถามว่าลักษณะที่เราพบนั้น เป็นเพียงการเขียนแบบไม่มีวัตถุประสงค์ หรือมีแบบแผนจำเพาะเจาะจง

ทีมวิจัยของ Los Alamos ได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์และทำพิกัดของจุดที่ค้นพบลงในแผนที่ทั่วโลก

จากการคำนวณของดร. Perattt อ้างอิงจากหนังสือ The Physics of Plasma พบว่าการเกิดออโรร่าที่เส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 5,000 กม.ทั้งขั้วเหนือใต้นั้นต้องมีพลังงานจากดวงอาทิตย์เข้ามาถึง 7MA (Mega Ampere) โดยพลังงานจะมีการวิ่งจากขั้วโลกหนึ่งไปสู่อีกขั้วโลกในรูปของ filament ย่อยๆ 56 filaments

แต่ละ filaments จะมีการนำกระแส 125 kA และวิ่งตลอดแนวทั้งสองขั้วโลก ซึ่งเมื่อเราสังเกตุการณ์จากตำแหน่งต่างๆบนพื้นโลกอาจเห็นในลักษณะนี้

ซึ่งเราจะได้เป็นภาพ รังสีดวงอาทิตย์ที่ปรากฏตามอารยธรรมต่างๆทั่วโลก หรือรูปร่างของกรงนกซึ่งล้วนแล้วมาจากภาพของออโรร่าพลังงานสูงที่วิ่งผ่านโลกเรานั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ โลกเราเผชิญกับปรากฏการณ์ที่มีการไหลของอนุภาคพลังงานสูงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และปรากฏการณ์นี้กินเวลานานแค่ไหน จนคนสมัยก่อนสามารถบันทึกภาพบนผนังถ้ำเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้สืบต่อกันมา

จากการศึกษาอายุของภาพผนังถ้ำด้วยวิธี C-14 เราพบว่าระยะเวลาที่มีการประมาณอายุของภาพเขียนบนผนังถ้ำ น่าจะอยู่ในช่วง 7,000-8,000 ปีก่อน หรือในยุค Holocene นี่เอง ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ เมื่อเราคำนวณพบพลังงานขนาดมหาศาลที่เข้ามายังโลกเราแล้วเกิดอะไรขึ้น และพลังงานที่ว่ามาจากดวงอาทิตย์ของเราอย่างเดียวเท่านั้นหรือ

Squatter man หรือมนุษย์กบแดง ความบังเอิญของวัฒนธรรมทั่วโลกหรือ?

Squatter man หรือสัญลักษณ์คล้ายคนนั่งยองๆ เป็นสัญลักษณ์ที่ถูกพบทั่วโลกแม้แต่ในเมืองไทย ในความเห็นของนักโบราณคดีมักลงความเห็นว่าเป็นแค่การวาดท่าทางการเต้นรำของมนุษย์ยุคหิน แต่ในความเป็นจริงแล้วมีอะไรน่าสนใจมากกว่านั้น

เนื่องจากสัญลักษณ์ของคนนั่งยองถูกพบในหลายพื้นที่ทั่วโลก ในลักษณะเดียวกัน รูปแบบคล้ายๆกัน ซึ่งแสดงออกมาทั้งในภาพเขียนฝาผนัง ภาพแกะสลัก หรือตัวอักษร เป็นที่สนใจของดร.Perattt ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์แห่ง ลอส อลามอส โดยดร.Peratt ได้ทำการศึกษาแบบจำลองของอนุภาคพลังงานสูงเมื่อผ่านเข้ามาในสนามแม่เหล็กโลกและพบว่ามีรูปร่างที่น่าสนใจดังนี้

This slideshow requires JavaScript.

จะเห็นว่าภาพหน้าตัดของภาพจำลองสามมิติของอนุภาคพลังงานสูงที่ผ่านเข้ามาในพลาสม่าจะมีลักษณะคล้ายกัน

ดร. Perattt ได้ต่อยอดงานวิจัยของท่านโดยเดินทางไปสำรวจตามแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ทั่วโลก และเก็บรวบรวมรูปแบบที่คล้ายคลึงกันของภาพเขียน นำข้อมูลมารวบรวมกันและพบความสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้นว่ารูปแบบของภาพฝาผนังทั่วโลก สามารถเปรียบเทียบด้กับแบบจำลองของอนุภาคพลังงานสูงซึ่งเขาได้สร้างขึ้นมาในห้องทดลอง โดยเปรียบพลาสมาในห้องทดลองเหมือนชั้นบรรยากาศของโลกเมื่อตกกระทบกับชั้นบรรยากาศจะเกิดเป็นออโรร่าที่น่าตื่นตาไปทั่วทั้งโลก (ที่เมืองไทยมีการค้นพบที่ถ้ำนาคา และเกาะใกล้เคียงใน จ.พังงา ) ซึ่งนอกเหนือจากรูปคนนั่งยองแล้ว เราังพบรูปแบบอื่นๆที่คล้ายคลึงกันอีกซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามงานของดร. Pera ได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้

http://www.theplasmaverse.com/pdfs/The-Origin-of-Petroglyphs%E2%80%94Recordings-of-a-Catastrophic-Aurora-in-Human-Prehistory-anthony-peratt-don-scott.pdf

http://www.theplasmaverse.com/pdfs/Characteristics-for-the-Occurrence-of-a-HighCurrent-ZPinch-Aurora-as-Recorded-in-Antiquity-squatter-squatting-man-Anthony-Peratt.pdf

http://www.theplasmaverse.com/pdfs/Orientation-of-Intense-Z-Pinch-Instabilities-from-an-Intense-Aurora-as-Recorded-in-Antiquity-Western-USA-anthony-peratt-don-scott.pdf

ตอนต่อไปจะมาเจาะลึกว่า คนยุคนั้นเห็นออโรร่าพร้อมกันทั่วโลกนี่ ออโรร่าจะมาจากแหล่งไหน และมีพลังงานเท่าใดนะครับ