อะไรๆ ก็ HAARP?

ในกระแสของข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทในปัจจุบัน การหยิบข้อมูลตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยมาปั่นกระแสหรือสร้างข้อมูลใหม่สามารถทำได้โดยง่าย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่ผู้ที่นำข้อมูลเหล่านั้นมาผสมปนเปกันมักไม่มีพื้นฐานข้อมูลเดิมอยู่เลย เพียงแต่อาศัยคำนำหน้าชื่อหรือเกียรติบัตรที่เคยได้รับมาในแขนงอื่น มาสนับสนุนความน่าเชื่อถือของตนเอง

(ขออภัยที่ไม่ได้ลงที่มาเอกสารอ้างอิงทั้งหมด เพราะเยอะมากๆผมเลยใช้วิธีลิงค์กลับไปที่บทความต้นฉบับซึ่งผู้ที่สนใจสามารถกดตามลิงค์ที่ขีดเส้นใต้สีน้ำเงินไปได้เลยครับ)

วันนี้ขอมาคุยเรื่อง HAARP (High Frequency Active Aurora Research Program) ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าเป็นต้นเหตุของสารพัดภัยพิบัติทางธรรมชาติตั้งแต่ฝนตกหนัก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การจลาจล การควบคุมจิตใจมวลชน บลาๆๆๆๆ..

ผมขออนุญาตยกข้อความที่อ้างอิงเกี่ยวกับ HAARP จากเวปในภาษาไทยเวปหนึ่งมานะครับ (http://www.oknation.net/blog/nidnhoi/2011/10/10/entry-5) ซึ่งเวปนี้ได้อ้างข้อมูลของ Jesse Ventura อดีตผู้ว่าการรัฐมินเนสโซตา และอดีตนักมวยปล้ำ http://en.wikipedia.org/wiki/Jesse_Ventura ซึ่งสามารถเข้าไปอ่านประวัติได้ในลิงค์ wikipedia ซึ่งจากประวัติการศึกษาพบว่าเขาจบม.6 ก่อนที่จะเข้าเป็นนาวิกโยธินในสงครามเวียตนาม และออกมาประกอบอาชีพนักมวยปล้ำ

ขออนุญาตยกตัวอย่างบทความมาบางส่วนนะครับ

อ่านเพิ่มเติม

Advertisements

สึนามิที่สูงที่สุดในโลก

ข้อมูลจาก geology.com และ wikipedia

หลายคนเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับสึนามิว่า สามารถเกิดได้สูงสุดแค่ไหน และในประวัติศาสตร์โลกเคยบันทึกความสูงของสึนามิมากที่สุดระดับใด เราลองมาหาคำตอบกันครับ

สึนามิที่มีความสูงมากที่สุดในโลกที่เคยมีการบันทึกไว้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 1958 ที่อ่าว Lituya รัฐ Alaska ของสหรัฐอเมริกา

ตำแหน่งของอ่าว Lituya และระดับความรุนแรงถึง XI Mercalli scale หรือขนาด 7.7 ริกเตอร์

ได้มีการบันทึกความสูงของคลื่นสึนามิครั้งนี้ว่าสูงถึง 1,720 ฟุต หรือ 524 ม. ซึ่งวัดจากระดับของต้นไม้ที่ถูกทำลายตามแนวขอบของอ่าว Lituya สาเหตุของสึนามิครั้งนี้เกิดจากหินบริเวณสุดอ่าวมีการถล่มหลังจากเกิดแผ่นดินไหวตามแนวรอยเลื่อน Fairweather

จากภาพจะเห็นลักษณะทางภูมิประเทศของอ่าว Lituya และเห็นแนวพท.สีแดงทางมุมขวาบนซึ่งเกิดหินถล่มลงอ่าวและเกิดสึนามิตามมาในแนวจากขวาไปทางซ้าย เส้นสีเหลืองคือแนวขอบอ่าว Lituya ซึ่งถูกคลื่นทำลาย ภูมิประเทศบริเวณนั้นเป็นภูเขาสูงขนาบทั้งสองฝั่ง

ภาพถ่ายอ่าว Lituya 1สัปดาห์หลังเกิดสึนามิ จะเห็นด้านในของอ่าวยังมีรอยจากหินถล่มและแนวสีเทาอ่อนซึ่งเป็นแนวกวาดของสึนามิออกมา

ภาพถ่ายด้านข้างอีกภาพแสดงแนวทำลายของสึนามิตามแนวของอ่าว Lituya

อย่างไรก็ตามสึนามิที่เกิดถือว่าเป็นสึนามิเฉพาะที่ซึ่งเกิดจากลักษณะภูมิประเทศที่เสี่ยงอยู่แล้ว ไม่ได้มีผลกระทบในบริเวณกว้างเหมือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวกลางมหาสมุทรหรือภูเขาไฟหรือหินถล่มกลางมหาสมุทร แต่ก็มีเรือที่จอดอยู่ในอ่าว 3 ลำเสียหายและมีผู้สูญหาย 2 คน ซึ่งโมเดลอ่าว Lituya จะถูกนำมาศึกษาเพิ่มเติมถึงโอกาสเกิดสึนามิในครั้งต่อๆไป

อย่างไรก็ตาม สึนามิที่อ่าว Lituya เป็นเพียงครั้งที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต โลกเราเคยเผชิญหลายเหตุการณ์ที่เคยสร้างสึนามิที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่ามาแล้ว ซึ่งมีการบัญญัติคำว่า megatsunami หรือ iminami (斎波?, “purification wave” ในภาษาญี่ปุ่น ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้

* 65 ล้านปีก่อน เกิดอุกาบาตพุ่งชนโลกที่คาบสมุทรยูคาตันในประเทศเมกซิโกปัจจุบัน ก่อให้เกิด Megatsunami สูงถึง 3 กม. ซึ่งสามารถจมเกาะมาดากาสการ์ได้มีการเปรียบเทียบความรุนแรงว่าสูงถึงแผ่นดินไหวขนาด 12 ริกเตอร์

*เมื่อ 35 ล้านปีก่อนที่อ่าว Chesapeake มีอุกาบาตพุ่งชนและเกิด megatsunami ตามมา

*ท่ี Seton portage บริติชโคลัมเบีย แคนาดา เกิด megatsunami น้ำจืดซึ่งเกิดจากการถล่มของแนวเขา Cayoosh และเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ตามมา

*ประมาณ 8,000 ปีก่อน เกิดดินถล่มจากการระเบิดของภูเขาไฟ Etna ในอิตาลีก่อให้เกิด megatsunami ไปทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งสามฝั่งทวีป

*เมื่อ 7,000 เกิดดินถล่มที่เรียกว่า Storegga slide ที่สแกนดิเนเวีย ส่งผลให้เกิด megatsunami ในแถบทะเลเหนือและทะเลนอร์วีเจียน

* ประมาณ6,000 ปีก่อน เกิดดินถล่มที่เกาะ Reunion ทางตะวันออกของเกาะมาดากัสการ์ อาจเกิด megatsunami ตามมาได้

*นอกจากนี้ในแถบหมู่เกาะฮาวายยังเคยเกิดการระเบิดของภูเขาไฟหลายครั้งในช่วงหลายล้านปีที่ผ่านมาและเกิดการถล่มของเกาะหลังจากการระเบิดซึ่งอาจก่อให้เกิด megatsunami หลายครั้ง

พื้นที่ในอนาคตที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด megatsunami

รัฐบริติชโคลัมเบียในแคนาดา นักธรณีพบความไม่เสถียรที่ผิวหน้าภูเขา Breakenridge ทางปลายด้านเหนือของ fjord ในทะเลสาบ Harrison ซึ่งหากถล่มลงมาอาจเกิด megatsunami น้ำจืดเมือง Harrison Hot Spring ได้

เกาะ Canary ในมหาสมุทรแอตแลนติคนอกชายฝั่งสเปน นักธรณีวิทยาคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ Cumbre Vieja บนเกาะ La Palma จากการประเมินมวลของภูเขาไฟเบื้องต้นคาดว่าหากเกิดการระเบิดใหญ่และตัวเกาะถล่มลงมหาสมุทรแอตแลนติคอาจเกิดสึนามิที่จุดถล่มได้สูงถึง 1กม. หรือเกิดสึนามิสูงถึง 50ม.เมื่อพัดเข้าสู่ทะเลแคริบเบียนและชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

หมู่เกาะฮาวาย จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าหมู่เกาะฮาวายเต็มไปด้วยภูเขาไฟที่ยังมีการประทุอยู่เรื่อยๆ มีการคาดการณ์ว่าหากเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ Kilauea และ Mauna Loa จนเกิดการถล่มของภูเขาไฟลงมา อาจเกิดสึนามิที่สูงถึง 1 กม.ได้เช่นกัน

หมู่เกาะ Cape Verde บริเวณเชิงผาด้านข้างของภูเขาไฟหลายแห่งสามารถเกิดแผ่นดินถล่มลงทะเลและเกิด megatsunami ตามมาได้เช่นกัน

สถานการณ์ล่าสุดเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่ฟุคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://modernsurvivalblog.com/current-events-economics-politics/fukushima-building-4-is-bulging-and-leaning/

http://www.tepco.co.jp/nu/fukushima-np/images/handouts_120525_07-j.pdf

http://www.nuc.berkeley.edu/forum/218/nuclear-expert-fukushima-spent-fuel-has-85-times-more-cesium-released-chernobyl-%E2%80%94-%E2%80%9Cit-woul

http://www.naturalnews.com/035789_Fukushima_Cesium-137_Plume-Gate.html

นับตั้งแต่ 11 มีนาคม 2554 ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป้นต้นมาจนถึงบัดนี้ เรื่องราวของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมืองฟุคุชิมะ ดูจะไม่จบปัญหาลงง่ายๆ เพราะการเก็บกู้แท่งปฏิกรณ์โดยเฉพาะในตึกหมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้าฯดูจะเป็นไปได้ยากทีเดียวเราลองมาดูข้อเท็จจริงของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 กันก่อน

ข้อเท็จจริงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะ

– เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 มีแท่งปฏิกรณ์ 1,535 แท่งซึ่งยังคงประสิทธิภาพในการแผ่รังสีระดับสูงอยู่

– ด้วยจำนวนแท่งปฏิกรณ์ขนาดนั้น สามารถแผ่รังสีได้ถึง 37 ล้านคูรี

– แท่งปฏิกรณ์ถูกเก็บในถังคอนกรีต ซึ่งอยู่สูง 100ฟุตจากพื้น บนตัวอาคารปฏิกรณ์ซึ่งส่วนของถังเปิดโล่งด้านบน

– นายโรเบิร์ต แอลวาเรซ อดีตที่ปรึกษาอาวุโสด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯเคยประเมินว่า ถ้าหากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงและตัวอ่างเก็บน้ำคอนกรีตที่ปกป้องเตาปฏิกรณ์เกิดรั่วไหลออกมา จะทำให้เกิดเพลิงไหม้จากแท่งรังสีและจะมีการปล่อย Cs-137  ในปริมาณที่มากกว่าโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลที่เคยเกิดการระเบิดถึง 10 เท่า (http://www.nuc.berkeley.edu/forum/218/nuclear-expert-fukushima-spent-fuel-has-85-times-more-cesium-released-chernobyl-%E2%80%94-%E2%80%9Cit-woul)

– ณ.เวลานี้ อ่างเก็บน้ำที่บรรจุแท่งปฏิกรณ์อยู่มีสภาพชำรุด และได้รับการประเมินจากทาง TEPCO อยู่ตลอดเวลา

– นายแอลวาเรซ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายแท่งปฏิกรณ์เหล่านี้ถูกทำลายและใช้งานไม่ได้ เช่นเดียวกับอาคารเก็บเตาปฏิกรณ์อีก 3 หลังที่อยู่ใกล้กัน และมีแท่งปฏิกรณ์อีก 6,375 แท่ง จากทั้งหมด 11,421 แท่งที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะ ซึ่งสามารถปล่อยรังสีได้ถึง 336 ล้านคูรี และเป็นส่วนของ Cs-137 134 ล้านคูรี หรือประมาณ 85 เท่าของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ซึ่งปริมาณขนาดนี้เพียงพอที่จะทำลายสิ่งแวดล้อมของโลกเรารวมไปถึงอารยธรรมของมนุษย์ลงได้และมีผลต่อการอยู่รอดของมนษย์ (http://akiomatsumura.com/2012/04/682.html )

– บริษัทที่ออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมะคือ เจเนอรัลอิเลคทริก ซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อการนำเสนอข้อมูลต่อสื่อสาธารณะ

สำหรับข้อมูล update โรงไฟฟ้าฟุคุชิมะ สามารถติดตามได้ที่ http://fukushima.greenaction-japan.org/

แล้วปัจจุบัน สถานการณ์ของโรงไฟฟ้าหมายเลข 4 ถือว่าปลอดภัยแล้วยัง ?

จากเอกสารที่เปิดเผยโดย Tepco ล่าสุดซึ่งได้ทำการตรวจสอบไปเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2555 ที่ผ่านมา (http://www.tepco.co.jp/nu/fukushima-np/images/handouts_120525_07-j.pdf) ผมขอสรุปคร่าวๆตามเอกสารก่อนนะครับ

1. จากการที่มีการกลัวกันว่า ตัวอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 จะมีการเอียงหรือทรุดตัวนั้น ทาง TEPCO ได้ทำการวัดด้วยกล้องอย่างละเอียด เพื่อประเมินระดับน้ำในถังน้ำที่เก็บแท่งปฏิกรณ์ พบว่าระดับน้ำทุกจุดยังมีความลึกเท่ากัน ซึ่งยืนยันได้ว่าตัวอาคารยังไม่มีการเอียงแต่อย่างใด

2. ผนังภายในของถังน้ำที่บรรจุแท่งปฏิกรณ์ ยังอยู่ในสภาพปกติ ได้มีการตรวจสอบความสามารถรับแรงกระแทกของผนัง สามารถทนแรงกดได้เท่าเดิม

3. สำหรับตัวผนังอาคารภายนอกนั้น จากการวัดด้วยกล้อง พบว่าผนังอาคารชั้น 3 ด้านทิศตะวันตก มีอาการโป่งเอียงออกมาจากแนวเดิมประมาณ 33 มม.

ซึ่งจากเอกสารของทาง TEPCO ยังคงยืนยันความแข็งแรงของผนังอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 อยู่ และปฏิเสธการทรุดหรือเอียงตัวของตัวอาคาร

แล้วเราต้องกังวลอะไรหละ ?

แน่นอนครับ ณ.เวลานี้ดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ช่วง 20-21 พ.ค.2555ที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณเตือนจากการเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กหลายครั้งใกล้กับฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น และห่างจากเมืองฟุคุชิมะเพียง 170 ไมล์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของเพลทแปซิฟิคที่เริ่มมีการขยับตัวบริเวณนั้นอีกครั้งหนึ่ง

(http://modernsurvivalblog.com/earthquakes/japan-earthquake-swarm-may-be-endangering-fukushima-nuclear-reactors/)

ประกอบกับงานวิจัยด้านแผ่นดินไหวของผู้เชียวชาญด้านแผ่นดินไหวของม.โตเกียว (http://www.earth-issues.com/predicting-a-major-earthquake-to-hit-tokyo-soon/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=predicting-a-major-earthquake-to-hit-tokyo-soon&utm_medium=referral&utm_source=pulsenews) ศจ. Shinichi Sakai พบว่าหลังจากเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ตั้งแต่ 11 มีนาคม 2554 เป็นต้นมา เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กรอบกรุงโตเกียว ซึ่งจากการคำนวณแล้ว เชื่อว่าภายใน 4 ปีข้างหน้านี้ กรุงโตเกียวมีโอกาสอาจเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ถึง 70 % เลยทีเดียว และแน่นอนไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า ถังน้ำที่บรรจุแท่งปฏิกรณ์ที่เตาหมายเลข 4 จะยังปลอดภัยและไม่รั่วไหลอยู่หรือไม่ ซึ่งอาจจะหมายถึงหายนะทั้งตัวประเทศญี่ปุ่นเองรวมไปถึงประเทศใกล้เคียงและที่สำคัญที่สุด ด้านฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯและแคนาดาตั้งแต่รัฐอลาสกาเป็นต้นมาเป็นพื้นที่อันตรายไปด้วย ตามทิศทางการไหลของกระแสน้ำและลม

ในกรณีนี้ อย่าลืมติดตามข่าวไว้นะครับ โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางไปมาแถบนั้นหรือคนที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ควรเตรียมแผนฉุกเฉินไว้เสมอและเตรียมแผนอพยพออกในทันที หากเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่กรุงโตเกียว

รายงานเบื้องต้น แผ่นดินไหวสุมาตรา 11 เม.ย. 2012

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.tectonics.caltech.edu/outreach/highlights/back_projection/index.html
http://www.earthobservatory.sg/media/news-and-features/Sumatra_Earthquake_11Apr2012.html
http://www.seismology.harvard.edu/sumatra2012
http://hilight.kapook.com/view/55209

เมื่อ 11 เม.ย. 2012 ที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นสองครั้ง ในระดับ 8 .6 และ 8.2 ริกเตอร์บริเวณทางเหนือของเกาะสุมาตรา ซึ่งสร้างความโกลาหลให้กับผู้คนที่อยู่โดยรอบ เนื่องจากแผ่นดินไหวระดับนี้เสี่ยงต่อการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้ง่าย ดังที่เคยเกิดเมื่อปี 2004 มาแล้ว แต่ในครั้งนี้ปรากฏว่า ไม่เกิดผลข้างเคียงตามมาแต่อย่างใด เราลองมาดูกันว่า แผ่นดินไหวระดับใหญ่ขนาดนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีความคืบหน้าของงานวิจัยอะไรบ้างเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

ในภาพแสดงตำแหน่งที่เกิดแผ่นดินไหว ซึ่งอยู่ภายในเพลทออสเตรเลียน โดยมีทิศทางการเคลื่อนของเพลทย่อยตามลูกศรในรูป (ภาพจาก earthobservatory.sg)
รูปแบบของการเคลื่อนตัวของแผ่นดินครั้งนี้ เป็นที่ทราบกันแล้วว่า เป็นแบบ strike-slip fault ซึ่งเป็นการเคลื่อนตัวตามแนวราบ ทั้งสองจุด

โดยที่การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกแบบนี้ สามารถทำให้เกิดคลื่นสึนามิได้เช่นกัน แต่รูปแบบของคลื่นจะเกิดหักล้างกันดังวิดีโอข้างล่าง เมื่อเทียบกับการเกิดแผ่นดินไหวแบบ dip slip (เพลทหนึ่งยกขึ้นอีกเพลทหนึ่งมุดลง)ที่ขนาดเท่ากันแล้ว จะเกิดคลื่นที่มีขนาดน้อยกว่า 10% ของแบบข้างบน (ภาพวิดีโอจาก http://www.tectonics.caltech.edu/sumatra/data.html)

จากวิดีโอข้างบนจะเห็นว่าความสูงของคลื่นที่เกิดจากการไหวแบบ dip-slip จะสูงได้ถึง 49 ซม. ในขณะที่แบบ strike-slip จะสูงเพียง 4 ซม.!
สำหรับจุดที่เกิดการเคลื่อนตัวของเพลท ทีมวิจัยญี่ปุ่นได้ทำแบบจำลองคอมพิวเตอร์ออกมาดังนี้


โดยเส้นสีขาวทางขวาคือแนวขอบเพลทยูเรเชียน และเส้นหยักๆทางขวาสุดคือแนวเกาะสุมาตรา วงกลมที่แสดงในภาพเคลื่อนไหวคือจุดเกิดแผ่นดินไหวทั้งสองครั้ง ส่วนวงเขียวย่อยๆคือจุดที่เกิด aftershock ตามมาในวันนั้น
ลองมาดูแบบจำลองคอมพิวเตอร์จากม.ฮาร์วาร์ดบ้าง

ภาพบนเป็นแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ริกเตอร์รอบแรก

ภาพนี้เป็นตัว 8.2 ริกเตอร์ที่เกิดตามหลังมาอีก 2 ชม.

เอาหละครับ ดูกันไปเยอะแล้วคราวนี้ถึงสิ่งที่เราต้องสนใจกันว่าที่มาของแผ่นดินไหวครั้งนี้มาจากอะไร ผมขอนำข้อสรุปของ earthobservatory.sg ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของมหาวิทยลัยนันยางของสิงคโปร์มาเล่าให้ฟังครับ ( http://www.earthobservatory.sg/media/news-and-features/Sumatra_Earthquake_11Apr2012.html )
ข้อสรุปเบื้องต้นคือ บริเวณเกาะสุมาตรานี้ เคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปี 1394, 1450 และเคยเกิดสึนามิมาแล้ว โดยที่ในปี 2004 นับเป็นการไหวที่รุนแรงที่สุดในบริเวณนี้ โดยมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาสามระลอกในปี 2004, 2005, และ 2007 และผลของการเกิดการกดเพลทและแรงเค้นที่กระทำต่อเพลททั้งสอง อาจส่งผลต่อแผ่นดินไหวครั้งนี้ด้วย โดยผลของการไหวครั้งนี้ได้ดันขอบเพลทย่อย sunda ของเพลทใหญ่ eurasian ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือถึง 20 ซม.
ผลที่ตามมาของแผ่นดินไหวครั้งนี้
จากการติดตามแผ่นดินไหวใหญ่ตั้งแต่เมื่อปี 2004, 200, 2007 ทีมวิจัยของ earth observatory เชื่อว่า บริเวณเพลทสุมาตรายังมีการปล่อยพลังงานไม่หมด โดยเฉพาะบริเวณเกาะ  mentawai เมือง padang ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา ซึ่งมักเกิดแผ่นดินไหวเป็นชุดใหญ่ๆทุกๆรอบ 200 ปี โดยบริเวณนี้ได้เริ่มเกิดปฏิกิริยาแผ่นดินไหวเมื่อปี 2007 และเชื่อว่าอาจเกิดแผ่นดินไหวอย่างน้อยที่ระดับ 8.8 ริกเตอร์และเกิดสึนามิที่บริเวณนี้ภายในช่วงสิบปีข้างหน้านี้ได้
ในขณะเดียวกัน กลุ่มรอยเลื่อนในไทยต่าง (http://hilight.kapook.com/view/55209) ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวนี้ไปตามๆกัน โดยเฉพาะรอยเลื่อนที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารอยเลื่อนคลองมะรุ่ยที่พาดผ่านตั้งแต่จ.สุราษฎร์ธานีมาจนถึงเกาะภูเก็ต ได้ออกอาการปลดปล่อยพลังที่เกิดจากความเค้นที่ตามมาหลายครั้งในรูปของแผ่นดินไหวที่เกาะภูเก็ตแล้ว

ซึ่งถ้าได้ติดตามพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเกิดอาฟเตอร์ช้อคตามมาในระดับต่ำๆตามมาอยู่ตลิดตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.3 ริกเตอร์เมื่อ 16 เม.ย. 2012 เป็นต้นมา โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่
www.seismology.tmd.go.th/wave/wave_pkdt.php


ในขณะที่รอยเลื่อนอื่นๆในไทยยังไม่แสดงอาการ อย่างไรก็ตามเราควรเฝ้าระวังและไม่ประมาท เพราะแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีการเคลื่อนของเพลท อาจกระตุ้นแผ่นดินไหวขนาดเล็กตามแนวรอยเลื่อนที่มีพลังได้

ขออนุญาตปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ ผอ.สำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัยจากรายการชั่วโมงเตือนภัยเมื่อวันเสาร์ที่ 21 เม.ย. 2012 ที่ผ่านมาว่า

การส่งถ่ายแรงจากรอยเลื่อนจากแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ,8.2 ริกเตอร์ ก็จะส่งพลังให้กับรอยเลื่อนใกล้เคียง เช่น รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย รอยเลื่อนระนอง ส่วนรอยเลื่อนอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทบเล็กน้อย และการไปเพิ่มผลกระทบให้รอยเลื่อนไม่ใช่จะทำให้รอยเลื่อนมีพลังมากขึ้นนะ ครับ แต่จะทำให้รอยเลื่อนปลดปล่อยพลังออกมาก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่จะทำให้เขา สามารถเกิดได้อยู่แล้วครับ และตอนนี้เราก็เขาไปสำรวจอยู่ครับแต่ต้องใช้เวลาครับ แต่หลัก ๆ พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครับ บริเวณรอบเกาะภูเก็ตเกิดแผ่นดินไหวมาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดเลย ตอนนี้เราก็เฝ้าระวังทุกรอยเลื่อนนะครับเพราะเราไม่รู้เลยว่าตรงไหน รอยเลื่อนไหนจะขยับบ้าง แต่รอยเลื่อนคลองมะรุ่ยคงจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษครับในส่วนของประชาชนผม ไม่อยากให้ตื่นตระหนกจนเกินไปครับ ปฏิบัติตัวให้เหมือนเดิม แต่เพียงให้ใส่ใจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่ตื่นตกใจจนเกินเหตุครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตนอย่างไรครับ

(http://paipibut.org/view.php?dataid=15891)

เขื่อนศรีนครินทร์มีโอกาสแตกหรือไม่?

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก wikipedia kapook.com การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรธรณี

จากกระแสฟอร์เวิร์ดเมลล์ ไปจนถึงปากต่อปากเกี่ยวกับภัยพิบัติปี 2012 ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของเขื่อนศรีนครินทร์แตกว่าจะมีผลทำให้เกิดสึนามิบกจนถึงกรุงเทพได้ จนหลายคนต่างก็กลัวจนไม่เป็นทำอะไร ลองมาดูภาพจากฟอร์เวิร์ดเมลล์ดูนะครับ

เราลองมาดูว่าพื้นฐานจริงๆแล้ว จ.กาญจนบุรีมีโอกาสเกิดภัยพิบัติอย่างที่ว่าได้จริงไหม

ก่อนอื่นลองมาดูโอกาสเกิดแผ่นดินไหวในแถบประเทศไทยตะวันตกก่อนนะครับ

เขตกาญจนบุรีบริเวณเขื่อนศรีนครินทร์จะอยู่ในบริเวณที่เกิดความรุนแรงได้ VII-VIII Mercalli Scale เนื่องจากมีรอยเลื่อนบริเวณนั้นอยู่หลายรอย ซึ่งถ้าเทียบกับริกเตอร์แล้วจะเป็นดังนี้

โดย Mercalli scale จะบอกเป็นระดับการเสียหายณ.พื้นดินมากกว่าริกเตอร์ ซึ่งบางครั้งความรุนแรงสูงแต่เกิดในที่ลึกมากๆก็ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งความเสียหายระดับ VII-VIII จะมีผลทำให้เกิดการพังทลายของอาคารบ้านเรือนที่ไม่ได้สร้างรับแผ่นดินไหวได้ คราวนี้ลองมาดูตำแหน่งของรอยเลื่อนที่กาญจนบุรีกันครับ

จากแผนที่จะเห็นว่า ตำแหน่งของเขื่อนทั้งสองในจ.กาญจนบุรี ล้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว เพราะนอกจากจะตั้งอยู่บนรอยเลื่อนที่มีพลังแล้ว ยังเคยเกิดแผ่นดินไหวบริเวณนี้บ่อยครั้งด้วยโดยเฉพาะใต้เขื่อนวชิราลงกรณ์ จึงจำเป็นที่เราควรมาศึกษาโอกาสที่แผ่นดินไหวจะมีผลต่อเขื่อนหรือไม่

ขอยกผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์  ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ คุณวีระชัย ไชยสระแก้ว หัวหน้ากองความปลอดภัยเขื่อน ฝ่ายบำรุงรักษาโยธา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับเขื่อนศรีนครินทร์กับแผ่นดินไหวและมีงานวิจัยชิ้นนี้ออกมาครับ

โดยผมขอสรุปย่อๆแล้วกันครับ เพราะรายงานฉบับนี้จะอธิบายละเอียดมากถึงวิธีการศึกษาแกน

เขื่อน การเปรียบเทียบโมเดลแผ่นดินไหวหลายๆแห่งทั่วโลก ใครจบด้านวิศวะคลิ้กเข้าไปดาวน์โหลดเลยครับ ใครไม่จบด้านนี้แบบผม สรุปให้ฟังง่ายๆว่า เขื่อนสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ 7.5 ริกเตอร์ในรัศมี 7 กม. จากสันเขื่อน ซึ่งอาจเกิดการทรุดของสันเขื่อน 3.4 ม. แต่ก็ยังพ้นระยะปลอดภัยของเขื่อนที่เผื่อไว้ 5 ม.เหนือระดับน้ำสูงสุด

ขอปิดท้ายเรื่องนี้ด้วยประโยคจากงานวิจัยข้างบนว่า

จากผลการวิเคราะห์สามารถสรุปว่าเขื่อนศรีนครินทร์ มีความมั่นคงและ
ปลอดภัยและจะไม่พิบัติทันทีทันใด เมื่อถูกแรงกระทำแผ่นดินไหวโดยพิสูจน์จาก
แรงกระทำแผ่นดินไหวที่รุนแรง 35 เหตุการณ์ ใน 14 ประเทศที่เคยเกิดขึ้นในโลก
อย่างไรก็ตามเขื่อนอาจเกิดความเสียหายจากการสั่นสะเทือนบริเวณสันเขื่อน โดย
หากมีแผ่นดินไหวรุนแรงมากดังข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์สันเขื่อนจะมีการทรุดตัว
ประมาณ 3.4 เมตร ซึ่งยังน้อยกว่าระยะเพื่อล้น (Free Board) ของเขื่อน (5 เมตร)
โดยความเสียหายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับขนาดและระยะทางจากตัวเขื่อนของจุด
กำเนิดแผ่นดินไหวหรืออีกนัยหนึ่งคือขึ้นอยู่กับค่าความเร่งสูงสุดของพื้นดินที่กระทำ
ใต้ฐานเขื่อน (Peak Ground Acceleration, PGA) รวมถึงลักษณะความถี่
และระยะเวลาของคลื่นแผ่นดินไหวที่กระทำ

ตอนต่อไปน่าสนใจกว่าตรงที่เราลองมาดูว่า เขื่อนสามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้หรือไม่ครับ

Earthquake strength in the last 40-year.

เราลองมาดูสถิติความถี่ของแผ่นดินไหวและความรุนแรงในรอบ 40 ปีที่ผ่านมากันนะครบ เริ่มจากข้อมูลจาก USGS ที่ตัดเอาเฉพาะแผ่นดินไหวขนาด 8.5 ริกเตอร์ขึ้นไป จุดสีแดงหมายถึงที่เกิดในเอเชีย ขนาดของวงกลมหมายถึงความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้น แกนแนวตั้งแสดงปีตั้งแต่ปีล่าสุดจะอยู่ล่างสุดและย้อนถอยหลังขึ้นไป

20120216-044431.jpg

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/67/USGS_magnitude_8_earthquakes_since_1900.svg

จะเห็นว่าถ้าตัดที่ระดับเกิดความเสียหายรุนแรง แผ่นดินไหวขนาดรุนแรงและมีความเสียหายมากจะมากระจุกตัวอยู่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาหลังจากว่างเว้นไปหลายสิบปี
ลองมาดูกันว่า ความถี่ของแผ่นดินไหวระดับ 6 ริกเตอร์ขึ้นไปมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

20120216-044324.jpg
ข้อมูลจาก dlindquist.com และ USGS
จะเห็นว่าในระดับ 6 ริกเตอร์ขึ้นไป จำนวนแผ่นดินไหวเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีหลังนี้ แม้แต่ในปีปัจจุบัน (2012) เองจำนวนครั้งของแผ่นดินไหวเริ่มจะมากกว่าปีที่ผ่านมาหลายๆปีแม้เพิ่งจะย่างเข้าเดือนที่สอง
ลองมาดูที่ความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่มากกว่า 6 ริกเตอร์ดูครับ ตัวข้อมูลผมยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าผู้จัดทำนำข้อมูลแบบไหนมาใช้ แต่ในความเห็นน่าจะหมายถึงพลังงานในรูปของหน่วยจูล, วัตต์หรือหน่วยอื่นที่ไม่ใช่ริกเตอร์ซึ่งเป็นหน่วย log scale ซึ่งอาจสร้างความสับสนกับผู้ที่ไม่เข้าใจได้ (ข้อมูลจาก dlindquist.com)

20120216-045159.jpg
จะเห็นชัดเจนว่าพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาในช่วงสิบปีหลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในช่วงปี 2010 เป็นต้นมา
สิ่งที่น่าสนใจขณะนี้คือ ทำไมแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้น นอกจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกแล้วยังมีคำอธิบายอื่นๆอีกหรือไม่ ที่เป็นสาเหตุเหล่านี้ เรามาลองติดตามตอนต่อไปเรื่อยๆนะครับ

Nearly 40-year of earthquake map.

ข้อมูลพิกัดของตำแหน่งเกิดแผ่นดินไหว ไล่มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1973 จนถึงปีที่แล้วนะครับ เพิ่งทำ animation ง่ายๆเสร็จเมื่อกี้เลยรีบนำลง ใครสนใจเข้าไปดูที่ http://www.dlindquist.com ได้ครับ