นักวิทยาศาสตร์พบความสัมพันธ์ระหว่างพายุไต้ฝุ่นก่อนเกิดแผ่นดินไหว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.sciencedaily.com/releases/2011/12/111208121016.htm

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยไมอามี่ นำโดย Shimon Wdowinski พบความสัมพันธ์ว่าแผ่นดินไหวในเฮติและไต้หวันในปี 2010 อาจเกิดตามหลังพายุโซนร้อนได้

Wdowski กล่าวว่า แม้แต่ฝนที่ตกหนักก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นเดียวกัน เพราะทั้งพายุและฝนตกหนักจะทำให้เกิดการกัดเซาะหลายๆแห่งรวมไปถึงดินถล่มหลายพันแห่ง ซึ่งจะชะล้างดินออกจากเปลือกโลกและลดแรงเครียดเหนือรอยแยกของเปลือกโลกเป็นผลให้เกิดการขยับของเปลือกโลกตามมา

จากการติดตามข้อมูลในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไต้หวันเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นสามลูกคือ พายุมรกต, เฮิร์บ และๆลอสซี่ ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวในเขตภูเขาของประเทศใต้หวันตามมาภายในระยะเวลาสี่ปี ตัวอย่างเช่น ปี 2009 พายุมรกตพัดเข้าสู่ประเทศไต้หวัน และเกิดแผ่นดินไหว 6.2 ริกเตอร์ในปี 2009 และ 6.4 ริกเตอร์ ในปี 2010 ส่วนพายุเฮิร์บพัดเข้าไต้หวันในปี 1996 และเกิดแผ่นดินไหว 6.2 ริกเตอร์ ในปี 1998 และ 7.6 ริกเตอร์ ในปี 1999 ตามมา ส่วนพายุฟลอสซี่พัดเข้าปี 1969 และเกิดแผ่นดินไหว 6.9 ริกเตอร์ตามมาในปี 1972

ส่วนแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์ที่ประเทศเฮติเกิดตามหลังพายุเฮอร์ริเคนและพายุโซนร้อนสอูกพัดเข้าประเทศเฮติก่อนหน้าเพียง 25 วัน โดยรูปแบบของแผ่นดินไหวที่เกิดด้วยกลไกนี้มักเป็นแบบ inclined fault ซึ่งมีการเคลื่อนไหวตามแนวดิ่ง ซึ่ง Wdowinski กำลังศึกษาถึงแผ่นดินไหวระดับ 5 ริกเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับพายุโซนร้อนในญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ซึ่งเกิดพายุโซนร้อนเป็นประจำต่อไป

 

Advertisements

มาพับกระดาษด้วยแสงกันเถอะ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://phys.org/news/2012-05-origami.html

Researchers fold origami with light

ภาพแสดงการพับโครงสร้างกล่องที่มีหกหน้าด้วยแสง และสาธิตการเปิดกล่องบางส่วนและเปิดทั้งหมดด้วยเทคนิคเดียวกัน

ทีมนักวิจัยนำโดยศจ.Martin Dunn แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโดได้ตีพิมพ์เทคนิคการสร้างวัตถุสามมิติแบบใหม่ที่พวกเขาเรียกว่า Photo-origami ศจ.Dunn ได้กล่าวว่า เทคนิคนี้เป็นการขึ้นรูปวัตถุฟิลม์โพลีเมอร์โดยไม่มีชิ้นส่วนที่สัมผัสกับวัตถุร่วมกับโปรแกรมควบคุมการสร้างวัตถุสามมิติบนคอมพิวเตอร์

เทคนิคการขึ้นรูปวัตถุสามมิติแบบเดิมจะต้องใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ต้องเกาะยึดกับตัววัตถุ เพื่อขึ้นรูปแบบตามต้องการ ซึ่งเกิดข้อจำกัดในการออกแบบและการผลิต แต่เทคนิคใหม่นี้สามารถใช้แสงและแรงบางส่วนในการพับวัสดุ ซึ่งในการทดลองนี้ได้ใช้แผ่นโพลีเมอร์ และเมื่อออกแบบโปรแกรมให้ทำซ้ำๆกันหรือทำต่อเนื่องกันก็สามารถขึ้นวัตถุที่ซับซ้อนอย่างกล่องหกหน้าได้ โดยเทคนิคนี้จะยิงแสงลงไปในบางส่วนของแผ่นโพลีเมอร์เพื่อกระตุ้นให้ photoinitiator เกิดการแยกออกเป็นอนุภาคอิสระและลดแรงตึงในบริเวณนั้น หลังการฟอร์มโครงสร้างโพลีเมอร์ใหม่ขึ้นมา การกระจายแรงตึงผิวของโครงสร้างใหม่จะทำให้วัตถุเปลี่ยนรูปแบบได้ตามเราต้องการ

เทคนิคการพับแบบนี้สามารถนำมาใช้กับวัสดุหลายๆอย่างนอกเหนือจากการสร้างงานศิลป์ เทคนิคการพับสามารถนำไปใช้ได้กับการพับวัตถุให้มีขนาดเล็กเพื่อสะดวกในการขนส่งและนำไปขยายในภายหลังเช่นแผงเซลล์สุริยะของยานอวกาศ,แอร์แบ้คของรถยนต์ , วิศวกรรมการสร้างเนื้อเยื่อ , ถุงใส่ของ เป็นต้น นอกจากนี้เทคนิค photo-origami อาจถูกนำมาใช้ในการพับโมเลกุล เพื่อปรับรูปร่างและโครงสร้างของโมเลกุลให้เป็นตามต้องการได้ ซึ่งศจ.Dunn ได้วางแผนการปรับปรุงให้สามารถผลิตเครื่องพับที่มีขนาดเล็กลงและสามารถประยุกต์การใช้งานแบบอื่นๆได้ต่อไป

view popular send feedback to editors

5 /5 (5 votes)

 

แล้วออโรร่าพลังงานสูงมาจากไหน?

บทความนี้อ้างอิงจากข้อมูลงานวิจัยของ ดร. Peratt เรื่อง ลักษณะรูปร่างของ z-pinch อโรร่าที่ปรากฏในภาพโบราณภาค 2 ทิศทางและที่มาของออโรร่า (Characteristics for the Occurrence of a
High-Current, Z-Pinch Aurora as Recorded in Antiquity Part II: Directionality and Source) โดย Anthony L. Peratt, Fellow, IEEE, John McGovern, Alfred H. Qöyawayma, Life Member, IEEE, Marinus Anthony Van der Sluijs, and Mathias G. Peratt, Member, IEEE

จากที่กล่าวในบทความก่อนหน้านี้ว่า เราได้พบลักษณะของออโรร่าที่มีพลังงานสูงกระจัดกระจายทั่วโลกนับพันๆตัวอย่าง โดยทั้งหมดมีลักษณะใกล้เคียงกัน จึงเป็นคำถามว่าลักษณะที่เราพบนั้น เป็นเพียงการเขียนแบบไม่มีวัตถุประสงค์ หรือมีแบบแผนจำเพาะเจาะจง

ทีมวิจัยของ Los Alamos ได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์และทำพิกัดของจุดที่ค้นพบลงในแผนที่ทั่วโลก

จากการคำนวณของดร. Perattt อ้างอิงจากหนังสือ The Physics of Plasma พบว่าการเกิดออโรร่าที่เส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 5,000 กม.ทั้งขั้วเหนือใต้นั้นต้องมีพลังงานจากดวงอาทิตย์เข้ามาถึง 7MA (Mega Ampere) โดยพลังงานจะมีการวิ่งจากขั้วโลกหนึ่งไปสู่อีกขั้วโลกในรูปของ filament ย่อยๆ 56 filaments

แต่ละ filaments จะมีการนำกระแส 125 kA และวิ่งตลอดแนวทั้งสองขั้วโลก ซึ่งเมื่อเราสังเกตุการณ์จากตำแหน่งต่างๆบนพื้นโลกอาจเห็นในลักษณะนี้

ซึ่งเราจะได้เป็นภาพ รังสีดวงอาทิตย์ที่ปรากฏตามอารยธรรมต่างๆทั่วโลก หรือรูปร่างของกรงนกซึ่งล้วนแล้วมาจากภาพของออโรร่าพลังงานสูงที่วิ่งผ่านโลกเรานั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ โลกเราเผชิญกับปรากฏการณ์ที่มีการไหลของอนุภาคพลังงานสูงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และปรากฏการณ์นี้กินเวลานานแค่ไหน จนคนสมัยก่อนสามารถบันทึกภาพบนผนังถ้ำเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้สืบต่อกันมา

จากการศึกษาอายุของภาพผนังถ้ำด้วยวิธี C-14 เราพบว่าระยะเวลาที่มีการประมาณอายุของภาพเขียนบนผนังถ้ำ น่าจะอยู่ในช่วง 7,000-8,000 ปีก่อน หรือในยุค Holocene นี่เอง ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ เมื่อเราคำนวณพบพลังงานขนาดมหาศาลที่เข้ามายังโลกเราแล้วเกิดอะไรขึ้น และพลังงานที่ว่ามาจากดวงอาทิตย์ของเราอย่างเดียวเท่านั้นหรือ

#echoFX ปรากฏการณ์ของคลื่นที่น่าสนใจบน twitter

โดย Vuthipong Chowchuvech ณ วันที่ 1 มีนาคม 2011 เวลา 18:51 น.

นิยามศัพท์

RT = Retweet การ copy ข้อความที่เราชอบ หรือการบอกต่อในกรณีขอความช่วยเหลือเป็นทอดๆไป

celebs = ผู้เล่น twitter ที่มียอด followers ตั้งแต่ 5,000 คนขึ้นไป (ในประเทศไทย ณ. 1 มี.ค. 2554)

celebs jr. = ผู้เล่น twitter ที่มียอด followers ตั้งแต่ 2,000 – 9,999 คน (ในประเทศไทย ณ. 1 มี.ค. 2554)

SN = social network

Echoing effects เป็นอีกปรากฏการณ์หน่ึงบนทวิตเตอร์ เม่ือเกิดการพอใจกับประโยคท่ีโดนแล้วเกิดการ RT ใน SN ไปเร่ือยๆซึ่งมีลักษณะเหมือนเมื่อมีก้อนหินตกลงน้ำแล้วเกิดการกระจายของ คลื่นออกไป หากคลื่นนี้เดินทางไปกระทบวัตถุใดๆก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทอศทางของคลื่น หรือเกิดแนวคลื่นใหม่ๆขึ้นมาได้

ก่อนที่เราจะเข้าใจ ปรากฏการณ์ RT ใน Twitter เราควรมาเข้าใจคุณลักษณะของคลื่นก่อน คลื่นที่พูดถึงผมขอเปรียบเทียบกับคลื่นน้ำจะเข้าใจง่ายที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่เราพบเห็นกันทุกวัน ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวเกิดมีคนเข้าใจว่าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแล้วงัดกลศาสตร์ควอนตัมมาอธิบายด้วย ผมไม่มีปัญญาจะคุยด้านนี้ครับ ^ ^

คลื่นประกอบด้วยส่วนหลักๆคือ Amplitude หรือความสูงของคลื่น, Waveform หรือรูปร่างของคลื่น, และ Velocity หรือความเร็วของคลื่น

ความสูงของคลื่น

หรือ ความรุนแรงของกการกระจาย RT จะพบว่าสัมพันธ์กับหลายๆปัจจัย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือจำนวน followers ของผู้ที่ generate RT คนแรก และความเป็น influencer ซึ่งเราสามารถคำนวณได้จากจำนวน followers รวมที่ไม่ซ้ำกัน หากเรามองดูตามกฏของ celebs เมืองไทยบนทวิตเตอร์แล้ว การมียอด followers รวมที่ไม่ซ้ำกันตั้งแต่ 1 หมื่นรายขึ้นไป มีผลอย่างมากต่อการกระจายข่าวใดข่าวหนึ่ง ดังนั้นการสร้างกระแสหรือ trend บน twitter ผ่านทาง RT นั้น เราไม่จำเป็นต้องมี celebs เป็นคนช่วย RT ขอเพียงแค่มีทีมที่แข็งพอ มีจำนวน followers รวมที่มากพอ เราก็สามารถบรรลุภาระกิจนั้นได้

นอกจากนี้ ความแรงของการ RT ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ผู้คนสนใจในขณะนั้น เช่นกรณีที่ทั้งไทม์ไลน์กำลังติดตามผลฟุตบอลสักคู่หนึ่งแล้วเกิดมีใครทวิตอะ ไรที่เป็นข้อมูลน่าสนใจ หรือการเหน็บแนมทีมที่แพ้แบบขำๆก็อาจเกิดการกระจายได้อย่างรุนแรงเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามระยะเวลาของการกระจาย RT ไม่ได้ขึ้นกับ Amplitude ของการ RT แต่อย่างใด เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่การ RT อย่างเมามันสิ้นสุดลงในเวลาแค่ 5-10 นาทีเท่านั้น

รูปร่างของคลื่น

รูปร่างของการ RT เป็นพฤติกรรมที่น่าสนใจ ซึ่งจะขอกล่าวใน 2 ลักษณะโดยอิงจาก sawtooth waveform คือ ramp up (positive ramp)

และ ramp down (negative ramp)

ลักษณะ wave แบบที่นักการตลาดต้องการคือแบบ ramp up คือมีการ RT ที่เข้มข้น และหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆจนเหมือนคลื่นสึนามิที่พัดเข้าสู่ชายฝั่งของผู้ บริโภค ซึ่งบางรายเลี่ยงไปโดยการใช้ hashtag แทนเพื่อลดความน่ารำคาญของการ RT แต่ก็นับได้ว่าเป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วในทวิตเตอร์เราจะพบว่า รูปแบบการกระจายข้อมูลมักเป็นแบบ ramp down มากกว่า เนื่องจากทวิตเตอร์เป็นรูปแบบที่ real-time ทันต่อเหตุการณ์ และผู้ที่เข้ามาเสพมักจะสนใจเรื่องที่เป็นปัจจุบันมากกว่า และไม่นิยม RT ข้อความซ้ำๆกัน โจทย์จึงตกเป็นของนักการตลาดที่จะทำอย่างไรให้ ramp dpwn ที่เกิดขึ้นนั้นลงช้าที่สุด

ความเร็วคลื่น

ความเร็ว ของการกระจายข่าว ที่น่าสนใจคือการ RT นั้นมีรูปแบบชัดเจนที่มีการกระจายอย่างรวดเร็วตามช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับ พฤติกรรมของ follower ส่วนใหญ่ ซึ่งจะพบว่าช่วงเวลาที่มีการ RT ข้อความจะเป็นช่วง 8.00-9.00 น.ซึ่งเป็นช่วงเช้าที่เพิ่งถึงที่ทำงานกัน และยังไม่อยากจะเริ่มจับงานอะไร จะอ่านหนังสือพิมพ์ก็กลัวไม่ทันข่าว ดังนั้นทวิตเตอร์จึงเป็นสื่อที่รวดเร็ว และทันใจคนรุ่นใหม่อย่างยิ่ง นอกจากนี้ช่วงเวลาก่อนเลิกงาน 15.00-16.00 น.เป็นช่วงที่มีอัตราการ RT สูงเช่นกันแต่น้อยกว่าช่วงอื่นๆ และช่วงที่มีการ RT สูงสุดคือช่วง 20.00-22.00 น. เพราะเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่กลับถึงบ้านแล้ว ต้องการพักผ่อนในรูปแบบต่างๆ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจทิ้งสังคม SN ได้ จึงมีการ RT ข้อความที่น่าสนใจกันมากในช่วงนั้นๆ

พฤติกรรมอีกอย่างที่ น่าสนใจคือ media ของผู้ที่เล่นทวิตเตอร์ เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่า ผู้ที่เล่นทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ มักเลือก smartphone เป็นอุปกรณ์หลัก เนื่องจากสามารถเคลื่อนที่ตามตัวเราได้ตลอด มีกล้องที่ถ่ายภาพประกอบได้ หรือเชื่อมโยงกับระบบ internet ไร้สายได้ในหลายๆรูปแบบ ดังนั้นในระหว่างช่วงการเดินทางทั้งเช้าและเย็นก็เป็นช่วงที่มีการ RT พอประมาณแต่มักไม่มีความเห็นที่แสดงออกมาเนื่องจากไม่สะดวกหรือมีเวลาจำกัด ในการพิมพ์

เมื่อเราเข้าใจรูปแบบของคลื่นแล้ว เราควรเข้าใจปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการ RT ด้วยเช่นกัน ดังนี้

การรบกวนกันของคลื่นจากสองที่

ธรรมชาติ ของคลื่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเราสามารถมาวิเคราะห์การแพร่กระจายของข้อมูลบนทวิตเตอร์ได้อย่างดี เช่นเมื่อมีแหล่งกำเนิดคลื่น 2 แหล่งที่มีระดับและขนาดไม่เท่ากัน คลื่นที่ใหญ่กว่ามีโอกาสกลืนคลื่นที่มีขนาดเล็กกว่าได้ เช่นเมื่อเรากำลังส่งข้อความที่น่าสนใจออกไปแล้วเริ่มมีการ RT ในกลุ่มของเรา แล้วบังเอิญเกิดข่าวสำคัญหรือข่าวใหญ่เข้ามาปุ๊บ ผู้คนจะหยุด RT ข้อความของเรา และไปให้ความสนใจกับข่าวนั้นๆแทน

การสะท้อนของคลื่น

เป็น อีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจของคลื่น คือการสะท้อนกลับ เมื่อเกิดการ RT เรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา และทำให้เกิดการวิพากษ์และสะท้อนในมุมมองของตนเองกลับมาซึ่งอาจจะมีทั้งการ สะท้อนในแง่บวกและลบ โดยทั่วไปการสะท้อนในแง่ลบจะเกิดผลทางด้านการวิพากษ์มากกว่า ซึ่งเป็นธรรมชาติของคนเราเมื่อเกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งจะมีแนวโน้มที่จะ โต้ตอบมากกว่าเมื่อเกิดความรู้สึกที่พึงพอใจ

การดูดกลืนคลื่น

หรือ การสิ้นสุดของการ RT เกิดขึ้นเมื่อการ RT ไปถึงจุดที่ไม่มีใครสนใจแล้วก็จะเงียบไป หรือเกิดผลในทางปฏิบัติแล้ว เช่นกรณีขอความช่วยเหลือเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วได้รับความช่วยเหลือแล้ว ในกรณีแรกเป็นเรื่องที่นักการตลาดจะให้ความสำคัญที่สุดเพราะการสิ้นสุดการ RT แต่ละครั้งจะทำให้ข่าวสารที่คุณต้องการถ่ายทอดไปนั้นถูกจำกัดขนาดไปด้วย เราจึงควรมาดูกันว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

การกระจายตัวของคลื่น

หรือ การกระจายตัวของคลื่น หรือการแตกตัวของคลื่น เมื่อข่าวสารที่เรา RT มาถึงจุดๆหนึ่งแล้ว หรือเกิดมีความเห็นที่ต่อยอด บางครั้งข่าวสารนั้นจะถูกดัดแปลง แก้ไข หรือมีการแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยๆหลายๆหน่วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการ สื่อสารมากขึ้น เช่นเดียวกันกับคลื่นต่างๆ การเกิด dispersion สามารถทำได้ตั้งแต่แหล่งที่เป็นต้นกำเนิดข่าวสาร หรือคนกลางที่รับข่าวสารนั้นแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือย่อยข่าวสารนั้นเป็นหน่วยเล็กๆต่อไป

การบิดเบือนของคลื่น

การ เบี่ยงเบนประเด็น ในการ RT บางครั้งเรามักจะพบข่าวสารที่ซ่อนอยู่เสมอ ซึ่งเมื่อเกิดการ RT กันสักพักหนึ่งจะเริ่มสังเกตุว่ามีคนจับประเด็นนั้นได้ และบางครั้งอาจมีการตีแผ่ข่าวนั้นออกมาทำให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ เช่นการทวิตแแสดงความลำบากในการทำอะไรสักอย่างเพื่อหวังให้คนที่อ่านสารเกิด ความเห็นอกเห็นใจและยื่นมือมาช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็นต้น ซึ่งอาจจะมีทั้งผลเสียหรือผลดีต่อแหล่งกำเนิดข่าวก็ได้

ใน หลายๆครั้ง แม้ไม่มีคนมา RT ข้อความที่เราสื่อสารออกไป ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งเสียใจหรือหมดกำลังใจครับ เพราะเหตุผลอย่างที่กล่าวมาแล้ว อย่างน้อยท่ีเราพิมพ์อะไรดีๆลงไป คนท่ีได้รับสารก็เกิดมุมมองท่ีดีขึ้นแล้ว และมีแนวโน้มจะส่งต่อง่ายขึ้น และผลที่เราสังเกตุเสมอคือจะมีจำนวน follower เพิ่มขึ้นตามมาด้วย ซึ่งจะเป็นแรงส่งในการ RT ครั้งต่อๆไป

ข้อพึงระวังในกฏของ #echoFX

1.หลาย ข้อความ อาจเป็นตัวทำลายตัวเองทันทีเช่นในกรณีของ hard sale หรือมีการ RT แบบใช้ account จัดตั้งที่ไม่ใช่เป็นคนจริงๆ หรือมีการเชียร์กันจนออกนอกหน้า

2.ช่วงเวลาที่คนสนใจเรื่องใดเรื่อง หนึ่งเป็นพิเศษ เช่นช่วงหวยออก ไม่ควรส่งข้อความที่เป็นข้อคิดลงไป แต่ในช่วงเทศกาลบางเทศกาล เราอาจแทรกข้อคิดดีๆลงไปได้ ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยพร้อมที่จะส่งต่อในสิ่งดีๆร่วมกัน

3.การ RT นั้นเราสามารถเป็น leader ของ wave ได้โดยการเสริมความเห็นในเชิงพูดคุยกับทุกคนที่ช่วย RT โดยการ RT ความเห็นนั้นๆแล้วชวนคุยต่อเพื่อยืด wave ที่เป็น ramp down ให้ช้าลง หรืออย่างน้อยการกล่าวขอบคุณก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ

4.ทวิตเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ให้ได้ทั้งคุณและโทษ และมีกฏหมายควบคุม การ RT ข้อความที่ไม่สมควรหรือหมิ่นประมาท อาจมีผลทางกฏหมายได้

คิดก่อนทวิต และใช้ #echoFX ให้เป็นกันนะครับ

@DrJoop