อะไรๆ ก็ HAARP?

ในกระแสของข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทในปัจจุบัน การหยิบข้อมูลตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยมาปั่นกระแสหรือสร้างข้อมูลใหม่สามารถทำได้โดยง่าย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่ผู้ที่นำข้อมูลเหล่านั้นมาผสมปนเปกันมักไม่มีพื้นฐานข้อมูลเดิมอยู่เลย เพียงแต่อาศัยคำนำหน้าชื่อหรือเกียรติบัตรที่เคยได้รับมาในแขนงอื่น มาสนับสนุนความน่าเชื่อถือของตนเอง

(ขออภัยที่ไม่ได้ลงที่มาเอกสารอ้างอิงทั้งหมด เพราะเยอะมากๆผมเลยใช้วิธีลิงค์กลับไปที่บทความต้นฉบับซึ่งผู้ที่สนใจสามารถกดตามลิงค์ที่ขีดเส้นใต้สีน้ำเงินไปได้เลยครับ)

วันนี้ขอมาคุยเรื่อง HAARP (High Frequency Active Aurora Research Program) ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าเป็นต้นเหตุของสารพัดภัยพิบัติทางธรรมชาติตั้งแต่ฝนตกหนัก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การจลาจล การควบคุมจิตใจมวลชน บลาๆๆๆๆ..

ผมขออนุญาตยกข้อความที่อ้างอิงเกี่ยวกับ HAARP จากเวปในภาษาไทยเวปหนึ่งมานะครับ (http://www.oknation.net/blog/nidnhoi/2011/10/10/entry-5) ซึ่งเวปนี้ได้อ้างข้อมูลของ Jesse Ventura อดีตผู้ว่าการรัฐมินเนสโซตา และอดีตนักมวยปล้ำ http://en.wikipedia.org/wiki/Jesse_Ventura ซึ่งสามารถเข้าไปอ่านประวัติได้ในลิงค์ wikipedia ซึ่งจากประวัติการศึกษาพบว่าเขาจบม.6 ก่อนที่จะเข้าเป็นนาวิกโยธินในสงครามเวียตนาม และออกมาประกอบอาชีพนักมวยปล้ำ

ขออนุญาตยกตัวอย่างบทความมาบางส่วนนะครับ

อ่านเพิ่มเติม

Advertisements

ม.คอร์เนลล์พยากรณ์ ฤดูหนาวปีนี้มาแรง

ขอบคุณข้อมูลจาก http://phys.org/news/2012-06-arctic-ice-stage-cold-weather.html

จากปรากฏการณ์น้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือละลายเร็วกว่าปกติ และมีปริมาณน้ำแข็งที่ผิวน้ำเหลือน้อยกว่าปกติ ทำให้นักวิทยาศาสตร์จากม.คอร์เนลล์พยากรณ์ฤดูหนาวปีนี้ไว้น่าสนใจทีเดียวครับ

ศจ. Charles H. Greene และ ดร. Bruce C. monger จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ปฐพีและบรรยากาศ ม.คอร์เนลล์ ได้กล่าวถึงผลของการเปลี่ยนแปลงน้ำแข็งขั้วโลกเหนือว่า หลายคนคิดว่าการที่น้ำแข็งละลายดูเหมือนเป็นเรื่องเล้กน้อย แต่จริงๆแล้วปริมาณน้ำแข็งที่ลดลงทำให้ท้องทะเลเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำเงินเข้มของน้ำ และมีการสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่ชั้นบรรยากาศลดลง ผลที่ตามมาคือทำให้ท้องทะเลดูดซึมความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น และระบายความร้อนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิในเขตขั้วโลกเหนือกับเขตอบอุ่นน้อยลง เป็นผลให้ลมขั้วโลก AO (Arctic oscillation) มีความแรงลดลงหรือเป็นลบ ส่งผลให้กระแสลมในช่วงฤดูหนาวพัดเข้าสู่สหรัฐฯฝั่งตะวันออกและยุโรปมากขึ้นเหมือนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 ที่ผ่านมา

จากภาพจะเห็นทิศทางของลม AO เมื่ออ่อนตัวลง(ลูกศรสีเหลือง) ในขณะที่ความกดอากาศบริเวณขั้วโลกสูงขึ้น และกระแส Jet stream ซึ่งพาความร้อนและความชื้นจากมหาสมุทรแปซิฟิคสู่ทวีปอเมริกาเหนือ(ลูกศรสีดำ) เลื่อนต่ำลงมา

ศจ.Greene กล่าวว่า ผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศของขั้วโลกเหนือส่งผลให้เกิดการแปรปรวนของลม AO อย่างรุนแรง โดยเฉพาะรายงานอากาศเย็นจัดทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐและยุโรปในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันอย่างมากของระบบภูมิอากาศของโลก ในขณะที่ปรากฏการณ์เอล ณิญโญ่และลาณิญญ่า ก็มีส่วนต่อบางภูมิประเทศเช่นกัน โดยในปีนี้ ศจ. Greene เชื่อว่า ความรุนแรงของปรากฏการณ์ ลาณิญญ่าในมหาสมุทรแปซิฟิกจะส่งผลให้เกิดอากาศอบอุ่นในบางส่วนของสหรัฐฯฝั่งตะวันออกด้วยเช่นเดียวกัน

จารึกวันสิ้นโลกของชาวเกาะอีสเตอร์

ข้อมูลที่นำเสนอมาจากงานค้นคว้าของดร. Robert M. Schoch http://www.robertschoch.com/ และเวปไซด์ Wikipedia.org สามารถอุดหนุนงานของ ดร. Schoch ได้ที่ 

ก่อนอื่นขออนุญาตเล่าที่มาของจารึกRongorongo ก่อนนะครับ จารึกฉบับนี้ถูกค้นพบที่เกาะอีสเตอร์ ซึ่งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อศตวรรษที่ 19 ในช่วงแรกไม่มีใครสามารถแปลจารึกฉบับนี้ได้ เพราะเป็นรูปแบบของอักขระ proto-writing

จารึก Rongorongo เป็นจารึกที่สลักลงบนแผ่นไม้กว่า 20 แผ่นและเสียหายไปบางส่วน ปัจจุบันถูกเก็บรักษาตามห้องสมุดต่างๆยกเว้นที่เกาะอีสเตอร์ และมีรูปร่างแปลกๆเป็นภาพเหมือนคน สัตว์ต่างๆในอิริยาบทต่างๆกัน ซึ่งจะนำมาให้ดูต่อไป

ภาพระยะใกล้ของจารึก Santiago

ภาพที่พยายามมีการตีความจากจารึกบางส่วน

งานศึกษาของ Pozdniakov ในปี 2007 มีการรวบรวมตัวอักษรจากจารึก Rongorongo ไว้เป็นหมวดหมู่ดังนี้

ปัญหาของการตีความจารึกนี้เกิดจากการที่ภาษา Rongorongo ถูกคิดขึ้นที่เกาะอีสเตอร์เพียงที่เดียว ไม่มีรากฐานที่เชื่อมโยงกับภาาาอื่นๆ และจารึกที่สลักลงบนไม้ทำให้เสียหายได้ง่าย นอกจากนี้ชาว Rapanui ซึ่งเป้นชนพื้นเมืองของเกาะอีสเตอร์ถูกกลุ่มเชื้อชาติ Tahitian เข้ามาเจือปนในวัฒนธรรมมาหลายร้อยปีทำให้ผู้ที่สามารถเข้าใจภาษาเดิมไม่เหลืออยุ่เลย สำหรับการพยายามตีความจารึก Rongorongo สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ใน http://en.wikipedia.org/wiki/Decipherment_of_rongorongo

คราวนี้มาเข้าเรื่องงานค้นคว้าของดร. Schoch กันนะครับ ดร. Schoch ได้เดินทางไปทำการวิจัยที่เกาะอีสเตอร์เมื่อปี 2010 หลังจากที่ได้ศึกษารูปแบบของจารึก Rongorongo ที่เหลืออยู่ เทียบกับงานวิจัยของ ดร. Peratt ซึ่งศึกษารูปแบบของ Plasma ในชั้นบรรยากาศโลกแล้ว ก็พบความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ดังภาพ

ทางซ้ายมือของภาพเป็นแบบจำลองพลาสมาในชั้นบรรยากาศด้วยคอมพิวเตอร์ ภาพตรงกลางเป็นภาพสลักตามผนังถ้ำซึ่งคณะของดร.Peratt ได้รวบรวมมาจากทั่วโลก ภาพด้านขวาเป็นรูปอักขระโบราณ Rongorongo จากเกาะอีสเตอร์

สิ่งที่ดร. Schoch สงสัยคือความเหมือนกันของักขระโบราณและภาพสลักผนังถ้ำทั่วโลก ซึ่งหากดูภาพรวมแล้วน่าจะบ่งบอกถึงเหตุการณ์อะไรบางอย่างซึ่งเคยเกิดขึ้นนระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งเมื่อยึดตามงานวิจัยของดร.Peratt แล้ว ภาพพลาสม่าเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากการปล่อยพลังงานขั้นมหาศาลจากดวงอาทิตย์ในช่วง 8,000 – 10,000 ปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น (อ่านรายละเอียดงานวิจัยของดร. Peratt ได้ที่นี่ และ ที่นี่)

นอกจากนี้ดร. Schoch ยังพบความสัมพันธ์ของอักขระ Rangorango กับภาพวาดขนาดยักษ์ที่ที่ราบสูงนาซคาด้วย

ดร. Schoch ตั้งสมมติฐานว่าจารึก Rongorongo เป็นการบันทึกปรากฏการณ์บนท้องฟ้าขณะเกิดกระแสพลาสมาพลังงานสูงถูกส่งเข้าสู่โลกของเรา โดยมีรูปร่างเรียงตามลำดับ เมื่อนำมาประกอบกับตำนานพื้นเมืองของชาว Rapa Nui ที่บันทึกโดยนักสำรวจ Francis Maziere ซึ่งเล่าว่า

“ในสมัยของราชา Rokoroko He tau ท้องฟ้าได้ถล่มลง

ตกลงมาจากเบื้องบนสู่พื้นโลก

ผู้คนร่ำร้องไปทั่วว่า ท้องฟ้าล่มแล้วในสมัยราชา Rokoroko He tau

พระองค์ทรงมั่นคง รออยู่ชัวเวลาหนึ่ง ท้องฟ้าก็กลับไปยังที่ที่มันเคยอยู่”

ซึ่งเมื่อตรวจสอบกับจารึกหลายๆแผ่นของจารึก Rongorongo แล้วล้วนมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้อความที่บันทึกน่าจะมาจากแหล่งเดียวกันและเล่าเรื่องราวเดียวกัน ซึ่งถ้ามีเวลาจะนำงานวิจัย Gobekli Tepe ซึ่งเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ในประเทศตุรกีมาเล่าให้ฟังต่อครับ เพราะมีลักษณะและลวดลายของหลักจารึกที่คล้ายคลึงกันมาก แต่ดร. Schoch ได้สรุปว่าทั้งหมดล้วนบอกถึงภัยพิบัติที่เกิดจากพายุพลาสมาที่ลงมายังโลก ผู้คนที่ต่างหลบหนีในถ้ำ ในอาคารที่สร้างด้วยหินซ้อนๆกัน ใต้หน้าผา ก่อนที่โลกเราจะเข้าสู่ยุคมืดนานนับพันปีจนเราลืมอารยธรรมที่มีมาก่อนหน้านี้ไปจนหมด

หากสมมติฐานเป็นจริง โลกของเราได้เผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากดวงอาทิตย์ในรูปของการระเบิดใหญ่ เป็นผลทำให้เกิดการสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง และสิ้นสุดอารยธรรมยุคก่อนหน้านี้ไปแทบทั้งหมด และมนุษย์ที่เหลือรอดต่างพยายามบันทึกเหตุการณ์นี้ในหลุมหลบภัยของตนเพื่อเตือนคนรุ่นหลังถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งก่อนหน้านี้ ดร. Schoch ได้เคยตีพิมพ์ผลงานสำคัญเกี่ยวกับอารยธรรมที่ล่มสลายรวมไปถึงการปรับแก้อายุของปีรามิดที่กิซาห์และสฟิงค์ว่าน่าจะมีอายุยาวนานเกิน 8,000 ปีก่อนหน้านี้ด้วย (รอหนังสือของดร. Schoch ออกก่อนนะครับ จะพยายามรวบรวมมาเล่าต่ออีกตอนหนึ่ง)

สถานการณ์ล่าสุดเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่ฟุคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://modernsurvivalblog.com/current-events-economics-politics/fukushima-building-4-is-bulging-and-leaning/

http://www.tepco.co.jp/nu/fukushima-np/images/handouts_120525_07-j.pdf

http://www.nuc.berkeley.edu/forum/218/nuclear-expert-fukushima-spent-fuel-has-85-times-more-cesium-released-chernobyl-%E2%80%94-%E2%80%9Cit-woul

http://www.naturalnews.com/035789_Fukushima_Cesium-137_Plume-Gate.html

นับตั้งแต่ 11 มีนาคม 2554 ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป้นต้นมาจนถึงบัดนี้ เรื่องราวของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมืองฟุคุชิมะ ดูจะไม่จบปัญหาลงง่ายๆ เพราะการเก็บกู้แท่งปฏิกรณ์โดยเฉพาะในตึกหมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้าฯดูจะเป็นไปได้ยากทีเดียวเราลองมาดูข้อเท็จจริงของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 กันก่อน

ข้อเท็จจริงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะ

– เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 มีแท่งปฏิกรณ์ 1,535 แท่งซึ่งยังคงประสิทธิภาพในการแผ่รังสีระดับสูงอยู่

– ด้วยจำนวนแท่งปฏิกรณ์ขนาดนั้น สามารถแผ่รังสีได้ถึง 37 ล้านคูรี

– แท่งปฏิกรณ์ถูกเก็บในถังคอนกรีต ซึ่งอยู่สูง 100ฟุตจากพื้น บนตัวอาคารปฏิกรณ์ซึ่งส่วนของถังเปิดโล่งด้านบน

– นายโรเบิร์ต แอลวาเรซ อดีตที่ปรึกษาอาวุโสด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯเคยประเมินว่า ถ้าหากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงและตัวอ่างเก็บน้ำคอนกรีตที่ปกป้องเตาปฏิกรณ์เกิดรั่วไหลออกมา จะทำให้เกิดเพลิงไหม้จากแท่งรังสีและจะมีการปล่อย Cs-137  ในปริมาณที่มากกว่าโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลที่เคยเกิดการระเบิดถึง 10 เท่า (http://www.nuc.berkeley.edu/forum/218/nuclear-expert-fukushima-spent-fuel-has-85-times-more-cesium-released-chernobyl-%E2%80%94-%E2%80%9Cit-woul)

– ณ.เวลานี้ อ่างเก็บน้ำที่บรรจุแท่งปฏิกรณ์อยู่มีสภาพชำรุด และได้รับการประเมินจากทาง TEPCO อยู่ตลอดเวลา

– นายแอลวาเรซ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายแท่งปฏิกรณ์เหล่านี้ถูกทำลายและใช้งานไม่ได้ เช่นเดียวกับอาคารเก็บเตาปฏิกรณ์อีก 3 หลังที่อยู่ใกล้กัน และมีแท่งปฏิกรณ์อีก 6,375 แท่ง จากทั้งหมด 11,421 แท่งที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะ ซึ่งสามารถปล่อยรังสีได้ถึง 336 ล้านคูรี และเป็นส่วนของ Cs-137 134 ล้านคูรี หรือประมาณ 85 เท่าของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ซึ่งปริมาณขนาดนี้เพียงพอที่จะทำลายสิ่งแวดล้อมของโลกเรารวมไปถึงอารยธรรมของมนุษย์ลงได้และมีผลต่อการอยู่รอดของมนษย์ (http://akiomatsumura.com/2012/04/682.html )

– บริษัทที่ออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมะคือ เจเนอรัลอิเลคทริก ซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อการนำเสนอข้อมูลต่อสื่อสาธารณะ

สำหรับข้อมูล update โรงไฟฟ้าฟุคุชิมะ สามารถติดตามได้ที่ http://fukushima.greenaction-japan.org/

แล้วปัจจุบัน สถานการณ์ของโรงไฟฟ้าหมายเลข 4 ถือว่าปลอดภัยแล้วยัง ?

จากเอกสารที่เปิดเผยโดย Tepco ล่าสุดซึ่งได้ทำการตรวจสอบไปเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2555 ที่ผ่านมา (http://www.tepco.co.jp/nu/fukushima-np/images/handouts_120525_07-j.pdf) ผมขอสรุปคร่าวๆตามเอกสารก่อนนะครับ

1. จากการที่มีการกลัวกันว่า ตัวอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 จะมีการเอียงหรือทรุดตัวนั้น ทาง TEPCO ได้ทำการวัดด้วยกล้องอย่างละเอียด เพื่อประเมินระดับน้ำในถังน้ำที่เก็บแท่งปฏิกรณ์ พบว่าระดับน้ำทุกจุดยังมีความลึกเท่ากัน ซึ่งยืนยันได้ว่าตัวอาคารยังไม่มีการเอียงแต่อย่างใด

2. ผนังภายในของถังน้ำที่บรรจุแท่งปฏิกรณ์ ยังอยู่ในสภาพปกติ ได้มีการตรวจสอบความสามารถรับแรงกระแทกของผนัง สามารถทนแรงกดได้เท่าเดิม

3. สำหรับตัวผนังอาคารภายนอกนั้น จากการวัดด้วยกล้อง พบว่าผนังอาคารชั้น 3 ด้านทิศตะวันตก มีอาการโป่งเอียงออกมาจากแนวเดิมประมาณ 33 มม.

ซึ่งจากเอกสารของทาง TEPCO ยังคงยืนยันความแข็งแรงของผนังอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 อยู่ และปฏิเสธการทรุดหรือเอียงตัวของตัวอาคาร

แล้วเราต้องกังวลอะไรหละ ?

แน่นอนครับ ณ.เวลานี้ดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ช่วง 20-21 พ.ค.2555ที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณเตือนจากการเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กหลายครั้งใกล้กับฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น และห่างจากเมืองฟุคุชิมะเพียง 170 ไมล์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของเพลทแปซิฟิคที่เริ่มมีการขยับตัวบริเวณนั้นอีกครั้งหนึ่ง

(http://modernsurvivalblog.com/earthquakes/japan-earthquake-swarm-may-be-endangering-fukushima-nuclear-reactors/)

ประกอบกับงานวิจัยด้านแผ่นดินไหวของผู้เชียวชาญด้านแผ่นดินไหวของม.โตเกียว (http://www.earth-issues.com/predicting-a-major-earthquake-to-hit-tokyo-soon/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=predicting-a-major-earthquake-to-hit-tokyo-soon&utm_medium=referral&utm_source=pulsenews) ศจ. Shinichi Sakai พบว่าหลังจากเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ตั้งแต่ 11 มีนาคม 2554 เป็นต้นมา เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กรอบกรุงโตเกียว ซึ่งจากการคำนวณแล้ว เชื่อว่าภายใน 4 ปีข้างหน้านี้ กรุงโตเกียวมีโอกาสอาจเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ถึง 70 % เลยทีเดียว และแน่นอนไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า ถังน้ำที่บรรจุแท่งปฏิกรณ์ที่เตาหมายเลข 4 จะยังปลอดภัยและไม่รั่วไหลอยู่หรือไม่ ซึ่งอาจจะหมายถึงหายนะทั้งตัวประเทศญี่ปุ่นเองรวมไปถึงประเทศใกล้เคียงและที่สำคัญที่สุด ด้านฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯและแคนาดาตั้งแต่รัฐอลาสกาเป็นต้นมาเป็นพื้นที่อันตรายไปด้วย ตามทิศทางการไหลของกระแสน้ำและลม

ในกรณีนี้ อย่าลืมติดตามข่าวไว้นะครับ โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางไปมาแถบนั้นหรือคนที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ควรเตรียมแผนฉุกเฉินไว้เสมอและเตรียมแผนอพยพออกในทันที หากเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่กรุงโตเกียว

ภาพ Infographic ของยาน Dragon โดย Space-X

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.space.com , http://rocketry.wordpress.com/ และ www.spacex.com

ยานดรากอน เป็นโครงการของ NASA ที่ให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนเพื่อสร้างยานที่สามารถบรรทุกสัมภาระหรือคนขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศระดับล่าง โดยเฉพาะที่สถานีอวกาศนานาชาติได้ เพื่อทดแทนยานกระสวยอวกาศที่เพิ่งปลดระวางไปเมื่อปีที่แล้ว และเป็นการลดต้นทุนด้านการดำเนินงานของ NASA ในการผลิตและจัดสร้างจรวดขึ้นมาใหม่และการบำรุงดูแลรักษาให้สามารถใช้งานได้

โดยในการปล่อยครั้งแรกเมื่อวานนี้ เป็นการบรรทุกเฉพาะสัมภาระไปยังสถานีอวกาศนานาชาติก่อน นอกจากนี้ยานดรากอนยังสามารถบรรทุกนักบินอวกาศขึ้นไปได้ถึง 7 คน พร้อมสัมภาระด้วย และชิ้นส่วนของยานสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทั้งหมด

จากภาพด้านล่างจะเห็นว่า ยานดรากอนสามารถขนส่งสัมภาระได้มากกว่ากระสวย Progress M1 ของรัสเซีย แต่ยังไม่เท่ากับกระสวย ATV ขององค์การบริหารอวกาศร่วมยุโรป แต่ก็สามารถลดภาระและความเสี่ยงของการมีกระสวยอวกาศไว้ใช้งานต่อไปได้

สำหรับจรวดที่ใช้ในการขนส่งยาน Dragon คือจรวด Falcon-9 ซึ่งเป็นจรวด 2 ท่อน มีความสูงใกล้เคียงกับกระสวยอวกาศแลจรวดโซยุสของรัสเซีย

สำหรับวิธีการเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ จะเป็นดังภาพ

ภาพการปล่อยจรวด Falcon-9 เมื่อ 22 พ.ค. 2555

รายงานเบื้องต้น แผ่นดินไหวสุมาตรา 11 เม.ย. 2012

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.tectonics.caltech.edu/outreach/highlights/back_projection/index.html
http://www.earthobservatory.sg/media/news-and-features/Sumatra_Earthquake_11Apr2012.html
http://www.seismology.harvard.edu/sumatra2012
http://hilight.kapook.com/view/55209

เมื่อ 11 เม.ย. 2012 ที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นสองครั้ง ในระดับ 8 .6 และ 8.2 ริกเตอร์บริเวณทางเหนือของเกาะสุมาตรา ซึ่งสร้างความโกลาหลให้กับผู้คนที่อยู่โดยรอบ เนื่องจากแผ่นดินไหวระดับนี้เสี่ยงต่อการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้ง่าย ดังที่เคยเกิดเมื่อปี 2004 มาแล้ว แต่ในครั้งนี้ปรากฏว่า ไม่เกิดผลข้างเคียงตามมาแต่อย่างใด เราลองมาดูกันว่า แผ่นดินไหวระดับใหญ่ขนาดนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีความคืบหน้าของงานวิจัยอะไรบ้างเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

ในภาพแสดงตำแหน่งที่เกิดแผ่นดินไหว ซึ่งอยู่ภายในเพลทออสเตรเลียน โดยมีทิศทางการเคลื่อนของเพลทย่อยตามลูกศรในรูป (ภาพจาก earthobservatory.sg)
รูปแบบของการเคลื่อนตัวของแผ่นดินครั้งนี้ เป็นที่ทราบกันแล้วว่า เป็นแบบ strike-slip fault ซึ่งเป็นการเคลื่อนตัวตามแนวราบ ทั้งสองจุด

โดยที่การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกแบบนี้ สามารถทำให้เกิดคลื่นสึนามิได้เช่นกัน แต่รูปแบบของคลื่นจะเกิดหักล้างกันดังวิดีโอข้างล่าง เมื่อเทียบกับการเกิดแผ่นดินไหวแบบ dip slip (เพลทหนึ่งยกขึ้นอีกเพลทหนึ่งมุดลง)ที่ขนาดเท่ากันแล้ว จะเกิดคลื่นที่มีขนาดน้อยกว่า 10% ของแบบข้างบน (ภาพวิดีโอจาก http://www.tectonics.caltech.edu/sumatra/data.html)

จากวิดีโอข้างบนจะเห็นว่าความสูงของคลื่นที่เกิดจากการไหวแบบ dip-slip จะสูงได้ถึง 49 ซม. ในขณะที่แบบ strike-slip จะสูงเพียง 4 ซม.!
สำหรับจุดที่เกิดการเคลื่อนตัวของเพลท ทีมวิจัยญี่ปุ่นได้ทำแบบจำลองคอมพิวเตอร์ออกมาดังนี้


โดยเส้นสีขาวทางขวาคือแนวขอบเพลทยูเรเชียน และเส้นหยักๆทางขวาสุดคือแนวเกาะสุมาตรา วงกลมที่แสดงในภาพเคลื่อนไหวคือจุดเกิดแผ่นดินไหวทั้งสองครั้ง ส่วนวงเขียวย่อยๆคือจุดที่เกิด aftershock ตามมาในวันนั้น
ลองมาดูแบบจำลองคอมพิวเตอร์จากม.ฮาร์วาร์ดบ้าง

ภาพบนเป็นแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ริกเตอร์รอบแรก

ภาพนี้เป็นตัว 8.2 ริกเตอร์ที่เกิดตามหลังมาอีก 2 ชม.

เอาหละครับ ดูกันไปเยอะแล้วคราวนี้ถึงสิ่งที่เราต้องสนใจกันว่าที่มาของแผ่นดินไหวครั้งนี้มาจากอะไร ผมขอนำข้อสรุปของ earthobservatory.sg ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของมหาวิทยลัยนันยางของสิงคโปร์มาเล่าให้ฟังครับ ( http://www.earthobservatory.sg/media/news-and-features/Sumatra_Earthquake_11Apr2012.html )
ข้อสรุปเบื้องต้นคือ บริเวณเกาะสุมาตรานี้ เคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปี 1394, 1450 และเคยเกิดสึนามิมาแล้ว โดยที่ในปี 2004 นับเป็นการไหวที่รุนแรงที่สุดในบริเวณนี้ โดยมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาสามระลอกในปี 2004, 2005, และ 2007 และผลของการเกิดการกดเพลทและแรงเค้นที่กระทำต่อเพลททั้งสอง อาจส่งผลต่อแผ่นดินไหวครั้งนี้ด้วย โดยผลของการไหวครั้งนี้ได้ดันขอบเพลทย่อย sunda ของเพลทใหญ่ eurasian ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือถึง 20 ซม.
ผลที่ตามมาของแผ่นดินไหวครั้งนี้
จากการติดตามแผ่นดินไหวใหญ่ตั้งแต่เมื่อปี 2004, 200, 2007 ทีมวิจัยของ earth observatory เชื่อว่า บริเวณเพลทสุมาตรายังมีการปล่อยพลังงานไม่หมด โดยเฉพาะบริเวณเกาะ  mentawai เมือง padang ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา ซึ่งมักเกิดแผ่นดินไหวเป็นชุดใหญ่ๆทุกๆรอบ 200 ปี โดยบริเวณนี้ได้เริ่มเกิดปฏิกิริยาแผ่นดินไหวเมื่อปี 2007 และเชื่อว่าอาจเกิดแผ่นดินไหวอย่างน้อยที่ระดับ 8.8 ริกเตอร์และเกิดสึนามิที่บริเวณนี้ภายในช่วงสิบปีข้างหน้านี้ได้
ในขณะเดียวกัน กลุ่มรอยเลื่อนในไทยต่าง (http://hilight.kapook.com/view/55209) ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวนี้ไปตามๆกัน โดยเฉพาะรอยเลื่อนที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารอยเลื่อนคลองมะรุ่ยที่พาดผ่านตั้งแต่จ.สุราษฎร์ธานีมาจนถึงเกาะภูเก็ต ได้ออกอาการปลดปล่อยพลังที่เกิดจากความเค้นที่ตามมาหลายครั้งในรูปของแผ่นดินไหวที่เกาะภูเก็ตแล้ว

ซึ่งถ้าได้ติดตามพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเกิดอาฟเตอร์ช้อคตามมาในระดับต่ำๆตามมาอยู่ตลิดตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.3 ริกเตอร์เมื่อ 16 เม.ย. 2012 เป็นต้นมา โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่
www.seismology.tmd.go.th/wave/wave_pkdt.php


ในขณะที่รอยเลื่อนอื่นๆในไทยยังไม่แสดงอาการ อย่างไรก็ตามเราควรเฝ้าระวังและไม่ประมาท เพราะแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีการเคลื่อนของเพลท อาจกระตุ้นแผ่นดินไหวขนาดเล็กตามแนวรอยเลื่อนที่มีพลังได้

ขออนุญาตปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ ผอ.สำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัยจากรายการชั่วโมงเตือนภัยเมื่อวันเสาร์ที่ 21 เม.ย. 2012 ที่ผ่านมาว่า

การส่งถ่ายแรงจากรอยเลื่อนจากแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ,8.2 ริกเตอร์ ก็จะส่งพลังให้กับรอยเลื่อนใกล้เคียง เช่น รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย รอยเลื่อนระนอง ส่วนรอยเลื่อนอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทบเล็กน้อย และการไปเพิ่มผลกระทบให้รอยเลื่อนไม่ใช่จะทำให้รอยเลื่อนมีพลังมากขึ้นนะ ครับ แต่จะทำให้รอยเลื่อนปลดปล่อยพลังออกมาก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่จะทำให้เขา สามารถเกิดได้อยู่แล้วครับ และตอนนี้เราก็เขาไปสำรวจอยู่ครับแต่ต้องใช้เวลาครับ แต่หลัก ๆ พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครับ บริเวณรอบเกาะภูเก็ตเกิดแผ่นดินไหวมาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดเลย ตอนนี้เราก็เฝ้าระวังทุกรอยเลื่อนนะครับเพราะเราไม่รู้เลยว่าตรงไหน รอยเลื่อนไหนจะขยับบ้าง แต่รอยเลื่อนคลองมะรุ่ยคงจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษครับในส่วนของประชาชนผม ไม่อยากให้ตื่นตระหนกจนเกินไปครับ ปฏิบัติตัวให้เหมือนเดิม แต่เพียงให้ใส่ใจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่ตื่นตกใจจนเกินเหตุครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตนอย่างไรครับ

(http://paipibut.org/view.php?dataid=15891)

เมื่อดวงอาทิตย์กลับขั้ว (Solar magnetic pole reversal)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.dailygalaxy.com/my_weblog/2012/04/the-great-switch-suns-magnetic-field-does-a-complete-reverse-every-11-years.html
http://science.nasa.gov/science-news/science-at-nasa/2001/ast15feb_1/
http://thewatchers.adorraeli.com/2012/04/23/unusual-magnetic-changes-in-the-sun-the-north-pole-of-the-sun-had-started-flipping-about-a-year-earlier-than-expected/
http://istp.gsfc.nasa.gov/earthmag/reversal.htm

หลายๆคนได้ยินคำนี้คงรู้สึกตกใจหรือประหลาดใจ จริงๆแล้วปรากฏการณ์นี้เป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นกับดวงอาทิตย์ทุกๆ 11 ปี เมื่อดวงอาทิตย์เข้าสู่ระยะ solar maximum หรือมีปฏิกิริยาที่ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์สูงสุด และมีจำนวนจุดดับสูงสุดในรอบวงจรของดวงอาทิตย์ ผลที่ตามมาคือขั้วเหนือและขั้วใต้แม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะค่อยๆลดความเข้มของสนามแม่เหล็กและค่อยๆย้ายข้างกัน จากขั้วเหนือไปอยู่ทางใต้ และขั้วใต้ไปอยู่ทางเหนือ โดยที่ทางกายภาพของดวงอาทิตย์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร

Magnetic butterfly
ในอดีตมีการศึกษาทึงแบบแผนของจุดดับบนดวงอาทิตย์ในรูปคล้ายปีกผีเสื้อว่า เมื่อจุดดำเริ่มมีการกระจายตัวลงมาในแนวศูนย์สูตรก็จะเกิดการกลับขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์

แต่จากภาพข้างบนจะเห็นว่าใน  cycle 23 ที่ผ่านมา การกระจายของจุดดับบนดวงอาทิตย์ยังไม่ถึงแนวศูนย์สูตรก็เกิดการกลับขั้วแม่เหล้กของดวงอาทิตย์แล้ว นักดาราศาสตร์จึงต้องใช้การสังเกตุอย่างอื่นต่อไป

Microwave radiation techniques
จากการศึกษา solar cycle 23 ได้ให้ความเข้าใจแก่เราอย่างหนึ่งว่า โดยปกติดวงอาทิตย์จะมีการเกิดการระเบิดใหญ่ (prominence eruption) ในแถบใกล้ๆแนวศูนย์สูตรของดวงอาทิตย์ จนกระทั่งเมื่อใกล้ถึงระยะ solar maximum การระเบิดนี้จะเริ่มขึ้นไปที่บริเวณขั้วเหนือและขั้วใต้ของดวงอาทิตย์ ที่ละติจูด 60 องศาเหนือและใต้ขึ้นไป ในขณะที่การระเบิดในแนวศูนย์สูตรของดวงอาทิตย์จะลดลง เราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าดวงอาทิตย์ใกล้ถึง solar maximum แล้ว
นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้อุปกรณ์บนยานสำรวจ SOHO ในการจับภาพยาน microwave ของดวงอาทิตย์ และสร้างภาพจำลองซ้อนกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โดยในรอบของดวงอาทิตย์ที่ผ่านมา เราพบว่าความสว่างในย่าน microwave นี้บริเวณขั้วเหนือและใต้ของดวงอาทิตย์จะมีการเปลี่ยนแปลงตาม solar maximum โดยจะมีความสว่างสูงสุดเมื่อข้าสู่ระยะกลับขั้ว ซึ่งใน cycle 24 ในปัจจุบันนี้ เราเริ่มพบ prominence eruption บริเวณขั้วใต้ของดวงอาทิตย์เมื่อเดือนมีนาคม 2012 ที่ผ่านมา

Hinode
hinode เป็นผลงานขององค์การบริหารด้านอวกาศของญี่ปุ่น (JAXA)  โดยมีการทำแผนที่แม่เหล็กบริเวณขั้วของดวงอาทิตย์ทุกๆเดือนตั้งแต่เดือนกันยายน 2008 ที่ผ่านมา
ตั้งแต่เริ่มมีการศึกษา Hinode นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นพบความหนาแน่นของประจุลบของแม่เหล็กมีความหนาแน่นสูงบริเวณขั้วเหนือของดวงอาทิตย์ ซึ่งภาพล่าสุด เราพบการลดลงของขั้วลบแม่เหล็ก และเริ่มมีความหนาแน่นของขั้วบวกแม่เหล็กกลับกันบริเวณขั้วเหนือของดวงอาทิตย์ ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ทีมนักวิจัยจากญี่ปุ่นเชื่อว่า ดวงอาทิตย์จะเข้าสู่ภาวะไร้ขั้วแม่เหล็กภายในเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ ก่อนที่จะถึงเวลาที่เราคาดการณ์ไว้ 1 ปี

จากภาพจะเห็นขั้วลบของดวงอาทิตย์ซึ่งมีสีส้ม และขั้วบวกที่มีสีฟ้า ระหว่างปร 2008 และปี 2011
ซึ่งผลจากการที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่ภาวะ solar maximum เร็วนี้ ทำให้เราต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้รอบของดวงอาทิตย์สั้นลง และจำนวนจุดดับน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

ภาพการเปลี่ยนแปลงขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ และการคาดการณ์การกลับขั้วที่มาถึงก่อนกำหนด

แล้วเกี่ยวอะไรกับโลกไหม?
ปกติแล้วการกลับขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นทุก 11 ปีมาโดยตลอด ซึ่งยังไม่เคยมีรายงานผลกระทบโดยตรงจากการกลับขั้วแม่เหล็กนี้ เว้นแต่ผลจากการที่ดวงอาทิตยืเข้าสู่ระยะ solar maximum ซึ่งทำให้เกิดการระเบิดในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์และเกิด CME (coronal mass ejection) ตามมา ซึ่งผลของ CME นี้เป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกอยู่ และจะได้นำมาเสนอต่อไป

แล้วขั้วแม่เหล็กโลกเคยเกิดการกลับขั้วไหม?
บนโลกของเรา เป็นเรื่องยากที่จะศึกษาการกลับขั้วแม่เหล็กโลก เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และระยะห่างกันนับเป็นล้านปี
ในปีช่วงปี 1950 เราได้มีการประดิษฐ์ electronic magnetometer ซึ่งสามารถจับทิศทางแม่เหล็กจากชั้นหินอย่างอ่อนๆได้ และเราเริ่มมีการทำแผนที่ทิศทางแม่เหล็กโลกในช่วงปี 1960
จุดที่นักวิทยาศาสตร์สนใจมากคือบริเวณ mid atlantic ridge ซึ่งเป็นแนวแยกตัวระหว่างทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกาใต้ แนวนี้จะวิ่งยาวในแนวกลางมหาสมุทรแอตแลนติกตั้งแต่ทิศเหนือลงมาทิศใต้

แนว mid atlantic ridge จะเป็นแนวที่มีการไหลของแมกม่าจากใต้โลกออกมาขณะที่เปลือกโลกแอฟริกาและอเมริกาใต้แยกออกจากกัน เมื่อลาวาเหล่านี้เย็นลงก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นหินบะซอลท์ ซึ่งมีสภาพขั้วแม่เหล็กอ่อนๆตามทิศทางขั้วแม่เหล็กโลกในขณะนั้นๆ

เมื่อเราศึกษาแนวแถบของหินบะซอลท์ใต้มหาสมุทรแอตแลนติค เราพบรูปร่างของทิศทางแม่เหล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางดังภาพ

เมื่อเราศึกษาแนวแม่เหล็กของหินบะซอลท์ ของแนว mid atlantic ridge นี้ เราจะพบแนวที่แยกออกมาเป็นคู่ขนานระหว่างแนวแม่เหล็กปกติและแนวแม่เหล็กที่กลับขั้วสลับกันไปเรื่อยๆ

จากที่ได้กล่าวมา จะเห็นว่าปรากฏการณ์กลับขั้วแม่เหล็กเป็นปรากฏการณ์ปกติที่พบได้ในดาวต่างๆ ซึ่งระยะเวลาการเกิดการกลับขั้วนั้นไม่เหมือนกัน โดยวัตถุที่มีแรงแม่เหล็กสูงอยางดวงอาทิตย์มักเกิดการกลับขั้วแม่เหล็กบ่อยกว่าโลก ซึ่งใช้เวลานับล้านปี แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงต้องติดตามผลจากการกลับขั้วแม่เหล็กของโลกต่อไป