อะไรๆ ก็ HAARP?

ในกระแสของข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทในปัจจุบัน การหยิบข้อมูลตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยมาปั่นกระแสหรือสร้างข้อมูลใหม่สามารถทำได้โดยง่าย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่ผู้ที่นำข้อมูลเหล่านั้นมาผสมปนเปกันมักไม่มีพื้นฐานข้อมูลเดิมอยู่เลย เพียงแต่อาศัยคำนำหน้าชื่อหรือเกียรติบัตรที่เคยได้รับมาในแขนงอื่น มาสนับสนุนความน่าเชื่อถือของตนเอง

(ขออภัยที่ไม่ได้ลงที่มาเอกสารอ้างอิงทั้งหมด เพราะเยอะมากๆผมเลยใช้วิธีลิงค์กลับไปที่บทความต้นฉบับซึ่งผู้ที่สนใจสามารถกดตามลิงค์ที่ขีดเส้นใต้สีน้ำเงินไปได้เลยครับ)

วันนี้ขอมาคุยเรื่อง HAARP (High Frequency Active Aurora Research Program) ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าเป็นต้นเหตุของสารพัดภัยพิบัติทางธรรมชาติตั้งแต่ฝนตกหนัก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การจลาจล การควบคุมจิตใจมวลชน บลาๆๆๆๆ..

ผมขออนุญาตยกข้อความที่อ้างอิงเกี่ยวกับ HAARP จากเวปในภาษาไทยเวปหนึ่งมานะครับ (http://www.oknation.net/blog/nidnhoi/2011/10/10/entry-5) ซึ่งเวปนี้ได้อ้างข้อมูลของ Jesse Ventura อดีตผู้ว่าการรัฐมินเนสโซตา และอดีตนักมวยปล้ำ http://en.wikipedia.org/wiki/Jesse_Ventura ซึ่งสามารถเข้าไปอ่านประวัติได้ในลิงค์ wikipedia ซึ่งจากประวัติการศึกษาพบว่าเขาจบม.6 ก่อนที่จะเข้าเป็นนาวิกโยธินในสงครามเวียตนาม และออกมาประกอบอาชีพนักมวยปล้ำ

ขออนุญาตยกตัวอย่างบทความมาบางส่วนนะครับ

ในตอนนี้ของ “ทฤษฏีสมรู้ร่วมคิด” เจสซี่ เวนทูร่า จะพาเราไปพิสูจน์เรื่อง โครงการ HAARP หรือโครงการที่สร้างขึ้นเพื่อควบคุมและบิดเบือนธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ในการทำลายล้าง ขีดความสามารถหรือประโยชน์ใช้สอยเล็กๆ น้อยๆ ของโครงการนี้คือ


1.เรียก “ลม” เรียก “ฝน” สร้างพายุเฮอริเคน หรือทำให้พื้นที่นั้นๆ แห้งแล้งหนัก (CA ณ เวลานี้) หรือน้ำท่วมใหญ่ (โดนกันหมด) ที่จะส่งผลให้เกิดแผ่นดินยุบตัว โคลนถล่ม(น้ำมากเกิน) ไฟป่า(น้ำน้อยเกิน) โดยการการควบคุมกระแสน้ำอุ่นใต้มหาสมุทร หรือ Jet Stream ให้เคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ต้องการ ซึ่งเจ้า Jet Stream หรือกระแสน้ำอุ่นใต้มหาสมุทรที่เดินทางไปตามที่ต่างๆ ทั่วโลกนี่แหละครับเป็นกุญแจของเรื่องนี้ เพราะเป็นกลไกของธรรมชาติหรือเป็นตัวกำหนดฤดูกาลตั้งแต่โลกมนุษย์ใบนี้ถูกสร้างขึ้น หรือจะพูดอย่างง่ายๆก็คือถ้าคุณสามารถควบคุม Jet Stream ได้ คุณก็ควบคุมฤดูกาลได้นั่นเองครับ
2.สร้างแผ่นดินไหว โดยการยิงคลื่นความถี่ต่ำในปริมาณมหาศาลถึง 1,000 ล้านวัตต์ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแล้วให้ตกกระทบลงบริเวณที่ต้องการเพื่อสร้างแผ่นดินไหวในบริเวณต่างๆ ที่ต้องการ โดยอาศัยหลักการของชั้นบรรยากาศที่ปกป้องโลกโดยการสะท้อนรังสีต่างๆจากดวงอาทิตย์นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นถ้ายิงขึ้นไปก็สะท้อนกลับลงมาด้วยเช่นกัน แล้วบาดแผลที่เกิดจากการยิงโดยเครื่อง HAARP ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ จะทำให้เกิดรอยใหม้ที่ชั้นบรรยากาศที่มีลักษณะสีสรรสวยงามที่เราเรียกว่า “ออโรร่า” นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นจึงมีการทิ้งรอยนิ้วมือไว้หลายๆครั้งจากภาพถ่ายและคลิปวีดีโอก่อนการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หลายๆครั้งที่ผ่านมา
เพราะฉะนั้นถ้าลงมาที่พื้นดินก็จะเป็นแผ่นดินไหว แต่ถ้าลงในมหาสมุทรก็จะได้ทั้งแผ่นดินไหวและซึนะมิครับ แต่อีกประเด็นที่ผมมีข้อมูลเพิ่มเติมคือ “การระเบิดอย่างรุนแรง” ที่ก้นมหาสมุทร ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของซึนะมิด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นตะวันตกเค้าจึงบอกเราเสมอว่ามันคือภูเขาไฟระเบิดที่ใต้ก้นมหาสมุทรนะยู (หรือไอไปทดลองโครง Atomic Monster โดยการจุดระเบิดนิวเคลียร์จำนวนมหาศาลที่ใต้ก้นมหาสมุทรนะ)
3.Mind Control หรือการสะกดจิต ซึ่งมีการใช้ในสงครามอิรัคในครั้งที่ผ่านมาอย่างได้ผล โดยอาศัยหลักการทำงานเดียวกับคลื่นสมองของมนุษย์ คือเมื่อจูนความถี่ได้ตรงกันก็สามารถส่งข้อมูลหรือข่าวสารเข้าไปในสมองได้ ในลักษณะเดียวกับเครื่องรับวิทยุเป็นต้น

คราวนี้เราลองมาดูกันว่า HAARP ตัวจริงคืออะไร (ปล.ผมไม่ขออ้างอิงข้อมูลจากเวป conspiracy นะครับ เพราะเวปเหล่านี้ไม่มีผู้ที่มีคุณวุฒิเพียงพอดูแลหรือแก้ไขบทความโดยอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์)

ข้อมูลของ HAARP สามารถอ่านได้จาก http://www.haarp.alaska.edu/haarp/tech.html ซึ่งเป็ยเวปไซด์อย่างเป็นทางการของโครงการนี้ โดยสรุปคือ HAARP ที่อลาสก้า ใช้กระแสไฟฟ้าทั้งสิ้น 10 เมกาวัตต์ และสามารถสร้างพลัังงานวิทยุได้ทั้งสิ้น 3.6 เมกาวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการกระตุ้นอิเลคตรอนในชั้นไอโอโนสเฟียร์ได้ เท่ากับ 3 ไมโครวัตต์ ต่อลบ.ซม. HAARP ส่งสัญญาณในย่าน High frequency (http://en.wikipedia.org/wiki/High_frequency ระหว่าง 3-30 MHz) ตามข้อมูลจริงคือ 2.7-10 MHz ในขณะที่โลกเราได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ประมาณ 0.136 วัตต์ต่อลบ.ซม.( อ้างอิง ) ซึ่งระดับพลังงานจะต่างกันประมาณ 3 หมื่นเท่าตัว

ในเมื่อข้อมูลออกมาอย่างนี้แล้ว ทำไมจึงมีคนพยายามสร้างกระแสเรื่องนี้อยู่?

ขอยกวิดีโอจาก Youtube อีกชุดหนึ่งนะครับ คนนี้ชื่อดร.Nick Begich จบรัฐศาสตร์เป็นลูกของอดีตนักการมืองของอลาสกาได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย Open International ของประเทศศรีลังกาสาขาเวชศาสตร์ทางเลือก (งงไหมครับ ไม่ได้จบมาทางสายฟิสิกส์เลย)

ผมจะขอเอามาตีละประเด็นนะครับ เริ่มจากข้ออ้างตามเวปไซด์แรกก่อน ที่ถูกกระจายแพร่หลายในเวปหลายๆเวป

1. HAARP สามารถเรียก “ลม” เรียก “ฝน” สร้างพายุเฮอริเคน หรือทำให้พื้นที่นั้นๆ แห้งแล้งหนัก (CA ณ เวลานี้) หรือน้ำท่วมใหญ่ (โดนกันหมด) ที่จะส่งผลให้เกิดแผ่นดินยุบตัว โคลนถล่ม(น้ำมากเกิน) ไฟป่า(น้ำน้อยเกิน) โดยการการควบคุมกระแสน้ำอุ่นใต้มหาสมุทร หรือ Jet Stream ให้เคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ต้องการ

ประเด็นนี้คงต้องแยกเป็นสองส่วนคือปัจจัยเรื่องของลมกับภูมิอากาศ และประเด็นของ Jet Stream ในส่วนของประเด็นการเกิดเฮอร์ริเคนหรือฝนตกหนัก ขอนำข้อมูลจำนวนเฮอร์ริเคนที่เกิดขึ้นแยกตามระดับในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปีค.ศ.1859-2004 มาจากเวป NOAA นะครับ

Decade Saffir-Simpson Category1 All
1,2,3,4,5
Major
3,4,5
1 2 3 4 5
1851-1860 8 5 5 1 0 19 6
1861-1870 8 6 1 0 0 15 1
1871-1880 7 6 7 0 0 20 7
1881-1890 8 9 4 1 0 22 5
1891-1900 8 5 5 3 0 21 8
1901-1910 10 4 4 0 0 18 4
1911-1920 10 4 4 3 0 21 7
1921-1930 5 3 3 2 0 13 5
1931-1940 4 7 6 1 1 19 8
1941-1950 8 6 9 1 0 24 10
1951-1960 8 1 5 3 0 17 8
1961-1970 3 5 4 1 1 14 6
1971-1980 6 2 4 0 0 12 4
1981-1990 9 1 4 1 0 15 5
1991-2000 3 6 4 0 1 14 5
2001-2004 4 2 2 1 0 9 3
1851-2004 109 72 71 18 3 273 92
Average Per Decade 7.1 4.7 4.6 1.2 0.2 17.7 6.0

จากตารางข้างต้น ถ้าเรานับเฉพาะช่วงที่มีการสร้าง HAARP ในช่วงปี 1991-2004 เป็นต้นมา เกิดเฮอร์ริเคนรุนแรงระดับ 3-5 ทั้งหมด 8 ครั้ง ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษอื่นๆที่ยังไม่มี HAARP  มีจำนวนครั้งของเฮอร์ริเคนรุนแรงมากกว่านี่เป็นเท่าตัว

ในกรณีของภัยแล้งเช่นเดียวกัน ได้มีการศึกษาโดย NOAA  เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของภัยแล้งในอดีตที่ผ่านมาด้วยการแปรผันวงปีของต้นไม้ ปรากฏผลดังภาพ

จะเห็นว่าในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา ในสหรัฐฯเกิดการเปลี่ยนแปลงดัชนีวงปีของต้นไม้ที่ต่ำกว่า 1.0 ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะแห้งแล้งรุนแรงหลายๆครั้ง โดยเฉพาะในช่วงปีค.ศ.1550-1600 เกิดความแห้งแล้งทั่วทั้งทวีปอเมริกาเหนือทีเดียว และแน่นอนว่า ความแห้งแล้งเหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากมี HAARP แต่เกิดมาก่อนและรุนแรงมากกว่าปัจจุบันมากแล้ว

อนึ่งกลไกของการเปลี่ยนแปลงทางอากาศของทวีปอเมริกาเหนือนั้นขึ้นกับกระแสลมหลัก Jet Stream ซึ่งนำความชื้นและความอบอุ่นจากมหาสมุทรแปซิฟิกพัดเข้าสู่ตัวทวีป โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับกระแสลม AO (Arctic Oscillation) ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละปี (สังเกตุการใช้คำที่มีความสับสนในบทความระหว่าง Gulf Stream และ Jet Stream นะครับ)

ในส่วนของ Jet Stream นั้นมีการอ้างว่า HAARP ถูกนำมาใช้ควบคุมกระแสน้ำอุ่นนี้ด้วย เรื่องนี้ผมเคยพูดตั้งแต่ช่วงแรกๆแล้วใน กระแสน้ำอุ่น และ ผลกระทบหากกระแสน้ำอุ่น gulf stream หยุดทำงาน ซึ่งสามารถติดตามในลิงค์ข้างต้นได้ แต่ขอสรุปคร่าวๆว่า กระแสน้ำอุ่น Gulf stream ถูกควบคุมด้วยปัจจัยหลักสองส่วนคือ อุณหภูมิของน้ำและความเค็มของน้ำ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสององค์ประกอบนี้ในแถบขั้วโลกเหนือบริเวณนอกชายฝั่งเกาะกรีนแลนด์และบริเวณทะเลเหนือทำให้เกิดกลไกไหลเวียนของกระแสน้ำไปทั่วโลกได้ ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์มนุษย์ยังไม่เคยมีการหยุดทำงานของกระแสน้ำอุ่นนี้ และหากมีการหยุดทำงานจริงได้เล่าให้ฟังแล้วว่าจะเกิดผลอะไรตามมา โดยหน่วยงานที่ทำการศึกษาล้วนเป็นหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาระดับประเทศทั้งสิ้น และผู้ที่อ้างว่า HAARP สามารถควบคุมกระแสน้ำนี้ได้ ยังไม่สามารถชี้แจงเหตุผลที่เป็นที่ยอมรับได้ในทางวิทยาศาสตร์

2. สร้าง แผ่นดินไหว โดยการยิงคลื่นความถี่ต่ำในปริมาณมหาศาลถึง 1,000 ล้านวัตต์ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแล้วให้ตกกระทบลงบริเวณที่ต้องการเพื่อสร้างแผ่นดินไหว ในบริเวณต่างๆ ที่ต้องการ โดยอาศัยหลักการของชั้นบรรยากาศที่ปกป้องโลกโดยการสะท้อนรังสีต่างๆจากดวง อาทิตย์นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นถ้ายิงขึ้นไปก็สะท้อนกลับลงมาด้วยเช่นกัน แล้วบาดแผลที่เกิดจากการยิงโดยเครื่อง HAARP ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ จะทำให้เกิดรอยใหม้ที่ชั้นบรรยากาศที่มีลักษณะสีสรรสวยงามที่เราเรียกว่า “ออโรร่า” นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นจึงมีการทิ้งรอยนิ้วมือไว้หลายๆครั้งจากภาพถ่ายและคลิปวีดีโอ ก่อนการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หลายๆครั้งที่ผ่านมา
เพราะฉะนั้นถ้าลงมาที่พื้นดินก็จะเป็นแผ่นดินไหว แต่ถ้าลงในมหาสมุทรก็จะได้ทั้งแผ่นดินไหวและซึนะมิครับ แต่อีกประเด็นที่ผมมีข้อมูลเพิ่มเติมคือ “การระเบิดอย่างรุนแรง” ที่ก้นมหาสมุทร ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของซึนะมิด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นตะวันตกเค้าจึงบอกเราเสมอว่ามันคือภูเขาไฟระเบิดที่ใต้ก้น มหาสมุทรนะยู (หรือไอไปทดลองโครง Atomic Monster โดยการจุดระเบิดนิวเคลียร์จำนวนมหาศาลที่ใต้ก้นมหาสมุทรนะ)

โอ้ .. ประเด็นนี้มีจุดอ่อนทุกประโยคครับ ขอทีละประโยคเลยนะครับ

2.1 ยิงพลังงานคลื่นความถี่ต่ำถึง 1,000 ล้านวัตต์ (เทียบเท่า 1,000 เมกาวัตต์/ชม.)

เราลองมาดูความต้องการไฟฟ้าของสถานี HAARP ที่อลาสกากันว่าเขาใช้เพียง 10 เมกาวัตต์ ซึ่งสามารถสร้างสัญญาณวิทยุได้เพียง 3.6 เมกาวัตต์ ซึ่งตัวเลขที่อ้างอิงมากกว่าตัวเลขจริงมากถึง 100 เท่าเลยครับ

ลองมาดูอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าของรัฐอลาสกากัน

Alaska Electricity Profile 2010

Table 1. 2010 Summary Statistics (Alaska)  
Item Value U.S. Rank
NERC Region(s)
Primary Energy Source Gas
Net Summer Capacity (megawatts) 2,067 48
Electric Utilities 1,889 39
Independent Power Producers & Combined Heat and Power 178 51
Net Generation (megawatthours) 6,759,576 48
Electric Utilities 6,205,050 40
Independent Power Producers & Combined Heat and Power 554,526 49

จากตัวเลขข้างต้น พบว่าในอัตราปกติรัฐอลาสกามีการใช้ไฟฟ้าเต็มที่อยู่ที่ 2 พันเมกาวัตต์ต่อปี ซึ่งหาก HAARP  ทำงานอย่างที่ว่าจริงอัตราการใช้พลังงานควรสูงกว่านี้มากหรืออาจเกิดไฟดับถึงครึ่งรัฐเวลา HAARP ทำงานแต่ละครั้งเลยทีเดียว

2.2บาดแผลที่เกิดจากการยิงโดยเครื่อง HAARP ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ จะทำให้เกิดรอยใหม้ที่ชั้นบรรยากาศที่มีลักษณะสีสรรสวยงามที่เราเรียกว่า “ออโรร่า”

ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะถูกยกมาหลายๆครั้งแล้ว โดยที่ผู้พูดไม่ได้มีความรู้เรื่องออโรร่ามาก่อนเลย จากเรื่องของ Birkeland currents และงานวิจัยของดร. Peratts ที่ผมเคยนำมาเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ กระแสออโรร่าปกติในขั้วโลกเหนือ (Aurora Borealis) มีปริมาณกระแสอยู่ที่ประมาณ 1 ล้าน แอมแปร์ ซึ่งถ้าเทียบเป็นวัตต์ โดยใช้สูตรดังนี้

P(Watts) = I(Ampere)E(Volts)

P = 1,000,000 x 110

P = 110 เมกาวัตต์

เมื่อเทียบกับอัตราสูญเสียพลังงานของ HARRP ซึ่งเกิดการสูญเสียพลังงานประมาณ 64 % ดังนั้นต้องจ่ายพลังงานให้ HAARP = 305 เมกาวัตต์ ซึ่งตัวเลขนี้ก็ยังสูงกว่าอัตราใช้กำลังของ HAARP ถึง 30 เท่า โดยสรุปคือพลังงานที่ป้อนให้ HAARP ไม่สามารถก่อให้เกิดออโรร่าได้

2.3 เพราะฉะนั้นจึงมีการทิ้งรอยนิ้วมือไว้หลายๆครั้งจากภาพถ่ายและคลิปวีดีโอ ก่อนการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หลายๆครั้งที่ผ่านมา

ปรากฏการณ์นี้ เราเรียกกันว่า Earthquake Cloud หรือในบางกรณีอาจเกิดแสงสว่างที่เรียกกันว่า Earthquake Light นำมาก่อนหรือตามหลังครับ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายๆแห่งทั่วโลกได้ทำการศึกษา โดยเฉพาะในการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์เมื่อ 11 มีนาคม 2554 ที่ประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมา เราพบการแปรปรวนของอิเลคตรอนในชั้นไอโอโนสเฟียร์ก่อนเกิดแผ่นดินไหวประมาณ 45-30 นาที และเชื่อว่าเกิดในหลายๆที่รวมทั้งที่มลฑลเสฉวน ประเทศจีนก่อนเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2008 ด้วยเช่นกัน

Earth quake Cloud

ภาพแสงแผ่นดินไหวก่อนเกิดแผ่นดินไหวที่เสฉวน

ภาพแสงแผ่นดินไหวก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 และ 8.6 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา เมื่อ 11 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา

สาเหตุของเมฆแผ่นดินไหวในปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่จากรายงานของ NASA เชื่อว่ามีผลจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเหนือจุดที่เกิดการแตกหักของชั้นหินที่เกิดแผ่นดินไหวและมีการส่งความร้อนขึ้นมาในชั้นบรรยากาศจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของเมฆอย่างฉับพลัน (อ้างอิง)

ภาพจากดาวเทียม GPS แสดงการรบกวนชั้น Ionosphere ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่ญี่ปุ่นเมื่อ 11 มีนาคม 2554 ตามลำดับเวลา

ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงในชั้น Ionosphere ก่อนเกิดแผ่นดินไหวนั้น สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ในเวลาสั้นๆ ประมาณ 30-45 นาที ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของอิเลคตรอนในบรรยากาศ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นที่ศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในหลายๆประเทศอยู่

1. การศึกษาของประเทศญี่ปุ่น http://www.seg.nict.go.jp/2011TohokuEarthquake/

2. การศึกษาของประเทศไต้หวัน http://www.ss.ncu.edu.tw/~ssoffice/5.faculty/jyliu/jyliu_2006-2010.pdf

3. การศึกษาของประเทศฝรั่งเศส http://www.ipgp.fr/~ninto/2011GL047860.pdf

ซึ่งผู้สนใจสามารถค้นใน Google Scholar ได้โดยพิมพ์คีย์เวิร์ดว่า “ionospheric disturbance before earthquake” ก็จะได้เอกสารประกอบจำนวนมากทีเดียว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีสักรายงานที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับ HAARP ได้ โดยเฉพาะเมื่อเราพิจารณาแรงที่เกิดจากแผ่นดินไหวแต่ละครั้ง โอกาสกระตุ้นด้วยพลังงานระดับเท่ากันเป็นไปไม่ได้เลย ยกตัวอย่างเช่นในกรณีการเกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 11 มีนาคม 2554 ระดับ 9 ริกเตอร์ มีการปล่อยพลังงานออกมา 2 ExaJoules เทียบเท่ากับ 5x 10^29 watts/hour ซึ่งมากกว่าพลังงานไฟฟ้าทั้งโลกที่ผลิตได้ในปัจจุบัน (ข้อมูลกำลังการผลิตไฟฟ้าของโลกปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20 เทอราวัตต์-ชั่วโมง) 2012

แล้วเหล่านักทฤษฎีสมคบคิดเอาข้อมูลที่ไหนมาเต้าข่าวกัน ?

ถ้าได้ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับ HAARP มาตลอด จะมีงานสิทธิบัตรชิ้นหนึ่ง ที่ถูกอ้างมาเสมอว่าเป็น HAARP และสามารถสร้างปรากฏการณ์ควบคุมดินฟ้าอากาศได้ นั่นก็คือสิทธิบัตรเลขที่ 4,686,605

ซึ่งขอยกมาคร่าวๆนะครับ

Claims

1. A method for altering at least one region normally existing above the earth’s surface with electromagnetic radiation using naturally-occurring and diverging magnetic field lines of the earth comprising transmitting first electromagnetic radiation at a frequency between 20 and 7200 kHz from the earth’s surface, said transmitting being conducted essentially at the outset of transmission substantially parallel to and along at least one of said field lines, adjusting the frequency of said first radiation to a value which will excite electron cyclotron resonance at an initial elevation at least 50 km above the earth’s surface, whereby in the region in which said electron cyclotron resonance takes place heating, further ionization, and movement of both charged and neutral particles is effected, said cyclotron resonance excitation of said region is continued until the electron concentration of said region reaches a value of at least 10.sup.6 per cubic centimeter and has an ion energy of at least 2 ev.

2. The method of claim 1 including the step of providing artificial particles in said at least one region which are excited by said electron cyclotron resonance.

3. The method of claim 2 wherein said artificial particles are provided by injecting same into said at least one region from an orbiting satellite.

4. The method of claim 1 wherein said threshold excitation of electron cyclotron resonance is about 1 watt per cubic centimeter and is sufficient to cause movement of a plasma region along said diverging magnetic field lines to an altitude higher than the altitude at which said excitation was initiated.

5. The method of claim 4 wherein said rising plasma region pulls with it a substantial portion of neutral particles of the atmosphere which exist in or near said plasma region.

6. The method of claim 1 wherein there is provided at least one separate source of second electromagnetic radiation, said second radiation having at least one frequency different from said first radiation, impinging said at least one second radiation on said region while said region is undergoing electron cyclotron resonance excitation caused by said first radiation.

7. The method of claim 6 wherein said second radiation has a frequency which is absorbed by said region.

8. The method of claim 6 wherein said region is plasma in the ionosphere and said second radiation excites plasma waves within said ionosphere.

9. The method of claim 8 wherein said electron concentration reaches a value of at least 10.sup.12 per cubic centimeter.

10. The method of claim 8 wherein said excitation of electron cyclotron resonance is initially carried out within the ionosphere and is continued for a time sufficient to allow said region to rise above said ionosphere.

11. The method of claim 1 wherein said excitation of electron cyclotron resonance is carried out above about 500 kilometers and for a time of from 0.1 to 1200 seconds such that multiple heating of said plasma region is achieved by means of stochastic heating in the magnetosphere.

12. The method of claim 1 wherein said first electromagnetic radiation is right hand circularly polarized in the northern hemisphere and left hand circularly polarized in the southern hemisphere.

13. The method of claim 1 wherein said electromagnetic radiation is generated at the site of a naturally-occurring hydrocarbon fuel source, said fuel source being located in at least one of northerly or southerly magnetic latitudes.

14. The method of claim 13 wherein said fuel source is natural gas and electricity for generating said electromagnetic radiation is obtained by burning said natural gas in at least one of magnetohydrodynamic, gas turbine, fuel cell, and EGD electric generators located at the site where said natural gas naturally occurs in the earth.

15. The method of claim 14 wherein said site of natural gas is within the magnetic latitudes that encompass Alaska.

ซึ่งถ้าเราอ่านผ่านๆอาจจะคิดว่า โอ้โห HAARP ทำได้ขนาดนี้ น่าจะมีอันตรายมากๆ เพราะเป็นการพูดถึงการควบคุมสภาพอากาศผ่านทางชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ ซึ่งถ้าทำได้นี่เข้าแนว conspiracy เลยทีเดียว แต่อยากให้ดูในข้อ 4 ที่ผมขีดเส้นใต้ตัวแดงๆไว้นะครับ ในสิทธิบัตรนี้อ้างอิงถึงการให้พลังงานแก่อิเลคตรอนเท่ากับ 1 วัตต์/ลูกบาศก์.ซม. ยังจำได้ไหมครับว่า HAARP ที่อลาสกาสามารถให้พลังงานอิเลคตรอนในชั้นบรรยากาศได้ 3 ไมโครวัตต์ต่อลบ.ซม.  ในขณะที่เราได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์เท่ากับ 0.136 วัตต์/ลบ.ซม.แสดงว่าในสิทธิบัตรนี้ต้องจ่ายพลังงานเท่ากับเท่าไหร่กัน ?

ลองมาคำนวณดู 1 วัตต์ / 3 ไมโครวัตต์ = 333,333 เท่า
HAARP ใช้พลังงาน 10 เมกาวัตต์-ชม. ถ้าต้องจ่ายพลังงานเพิ่มขึ้น 333,333 เท่า ต้องใช้พลังงาน = 3,333,333 เมกาวัตต์-ชม. หรือประมาณ 3.33 เทอราวัตต์-ชม.

ปัจจุบันประเทศสหรัฐสามารถผลิตพลังงานได้ประมาณ 4 เทอราวัตต์-ชม./ปี (อ้างอิง)

ดังนั้น หากต้องการให้ HAARP ทำงานตามสมมติฐานนี้ บ้านในสหรัฐฯจะไฟฟ้าดับไปถึง 3/4 ของทั้งประเทศไปตลอด 1 ปี

แล้วยังคิดว่าเป็นไปได้ไหมครับ ?

ยิ่งถ้ามาคำนวณตามทฤษฎีสมคบคิดว่าแต่ละประเทศมีการใช้ HAARP กันเพื่อโจมตีกัน คงต้องหาแหล่งพลังงานจากนอกโลกอีกหลายเท่าตัว

3.Mind Control หรือการสะกดจิต ซึ่งมีการใช้ในสงครามอิรัคในครั้งที่ผ่านมาอย่างได้ผล โดยอาศัยหลักการทำงานเดียวกับคลื่นสมองของมนุษย์ คือเมื่อจูนความถี่ได้ตรงกันก็สามารถส่งข้อมูลหรือข่าวสารเข้าไปในสมองได้ ในลักษณะเดียวกับเครื่องรับวิทยุเป็นต้น

ประเด็นนี้คนที่ยกขึ้นมาขาดความเข้าใจในหลักชีววิทยาและฟิสิกส์อย่างมากครับ คลื่นสมองเราทำงานที่ 6-11 Hz. ในขณะที่ HAARP ทำงานที่ความถี่ 2-10 ล้าน Hz ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนการส่งคลื่นวิทยุเป็นวงกว้างเพื่อควบคุมจิตใจ อนึ่ง ในปัจจุบันแม้มีเครื่องมือที่สามารถส่งสัญญาณเพื่อใช้ในการเปลี่ยนแปลงคลื่นสมองในรูปแบบของ Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) ก็ตามแต่ลักษณะของเครื่องมือยังคงต้องใช้กับผู้ทำการรักษาคนต่อคนและต้องมีอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ศรีษะของผู้รับการรักษาด้วย

TMS

จริงๆแล้วคนที่นำเรื่อง mind control ในอิรัคมาพูดเป็นเพียงการฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด เพราะกองทัพบกของสหรัฐฯมีอุปกรณ์ชนิดหนึ่งชื่อว่า LRAD (Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นลำโพงกระจายเสียงในระยะ 1-2 กม. โดยเป้าหมายจะได้ยินเสียงลอยมาในหู โดยทีหาแหล่งกำเนิดเสียงไม่เจอ ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้มีการใช้ในสงครามอิรัคจริง โดยจะส่งเสียงเป็นภาษาอาหรับเข้าหาทหารอิรัคแนวหน้า อ้างว่าเป็นเสียงของพระเจ้า ให้ยอมแพ้และวางอาวุธเสีย ซึ่งก็ใช้ได้ผลในหลายๆครั้ง ปัจจุบันอุปกรณ์ชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในการควบคุมฝูงชนหรือใช้สื่อสารกับคนจำนวนมาก เช่นในกรณีของพายุแคทรีนาที่กระหน่ำรัฐหลุยเซียน่าเมื่อหลายปีก่อน ทหารใช้อุปกรณ์นี้เพื่อแจ้งการอพยพและสื่อสารกับคนที่อพยพในส่วนต่างๆ ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองทัพบกของไทยได้มีอุปกรณ์ชนิดนี้ประจำการอยู่เช่นกัน

ลักษณะการทำงานของ LRAD

การใช้ลำโพง LRAD ควบคุมฝูงชน

สรุปสั้นๆหลังจากที่ลงมือกับบทความนี้มาตลอด 2 สัปดาห์ว่า เรื่อง HAARP เป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับทฤษฎีที่ถูกอ้างมาเลย และถ้าเรามองให้ลึกอีกสักนิด จะเข้าใจว่าการอ้างว่า HAARP ทำอย่างที่ว่าได้ คงต้องอาศัยเทคโนโลยีของมนุษย์ที่ก้าวหน้ากว่านี้หลายเท่าตัวทีเดียว

ขอทิ้งท้ายด้วยบทความจาก interesting info on HAARP… (http://www.letxa.com/issue_haarp.php) ซึ่งเวปจริงล่มไปแล้วครับ เป็นภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่สนใจ

Analysis: HAARPHAARP refers to the High-Frequency Active Auroal Research Programand consists of a phased array transmitted which is pictured to the right. It is located at approximately 62.39N, 145.15W near the town of Gakona, Alaska.The purpose of HAARP is to analyze the behavior of the ionosphere which is the part of the atmosphere that extends from approximately 70km up to as much as 1500km. In this area of the atmosphere approximately 0.1% is made up of ionized plasma created by the sun’s natural ultraviolet radiation. The ionosphere itself is made up of three layers known, in increasing altitudes, as the D (70-110km), E (110km-250km), and F (250+ km) layers and whose position may be determined by how they interact with radio waves. The exact altitude of the layers changes naturally and constantly. While the “E” layer and part of the “F” layer reflect radio waves, the lowest level–the “D” layer–actually tends to absorbthem. Since different parts of the ionosphere absorb or reflect radio waves it can and does have a direct effect on radio waves that passes through it, be it earth-to-earth radio or signals being transmitted to or from satellites.The purpose of HAARP is to research, both passively as well as actively, the behavior of the ionosphere. This is done by transmitting a focused beam of radio frequency energy, at between 2.8 and 10MHz, directly at a point in the ionosphere between 100 and 350 km in altitude, basically within the “E” layer. The energy focused in this area of the ionosphere lets the HAARP facility monitor the behavior of that area of the ionosphere during the test.It should be stated that although the facility’s total transmitting power is 3.6 megawatts, only about 80% (2.8 megawatts) actually reaches the ionosphere due to antenna inefficiencies (Source).THE CONSPIRACY THEORIESThe conspiracy theories related to HAARP pretty much run the entire spectrum of the imagination of conspiracy theorists. Many of the theories are summarized on sites such as this one
  • Earthquakes: Sites such as this one suggest that HAARP has the capability to cause earthquakes at practically any point on earth. As best I can tell, they suggest that HAARP modifies the ionosphere and, consequently, modifies the magnetosphere. The site above says “The magnetosphere is vital to the stability of the tectonic plates that float on the surface of the earth“. However, I haven’t found any site, other than similar conspiracy sites, that substantiates any connection between the magnetosphere and stability of tectonic plates. Fluctuations in the magnetosphere are associated with auroral activity, commonly known as the “Northern Lights.” Given that the sun causes fluctuations in the magnetosphere constantly and causes significant fluctuations during solar storms, the lack of a link between solar activity and earthquakes further calls into question a link beteen the magnetosphere and plate tectonics. Lacking documentation of a connection between the magnetosphere and tectonic stability, a connection between HAARP and earthquakes is speculation not based on science.
  • Missile Tracking: It seems that Jerry E. Smith has created a niche market writing conspiracy books about HAARP and suggesting that, while it was once a research facility, it is now a full-fledged missile tracking system. He believes that HAARP can aim its radio frequency beam at will (actually it can only aim straight up) and that it is in violation of several treaties. As far as I can tell–and I admit I haven’t bought his book–there doesn’t seem to be any evidence to support his claims and some of them seem to be in direct contradiction to reality. HAARP cannot be aimed anywhere but straight up. He also subscribes to the theory that HAARP effects the magnetosphere which effects plate tectonics. In fact, the site above (PropagandaMatrix) actually seems to have quoted Smith regarding the connection between the stability of plate tectonics and the magnetosphere. Where Smith got it, however, I haven’t been able to determine. This man believes thatpatriots are fools and his main interest in HAARP seems to be in generating interest and paranoia to stoke sales of his book. His history includes writing poems, science fiction and fantasy, and in the 90’s he started writing about AIDS, UFOs, and then HAARP. In fact, his first non-fiction work was “HAARP: Ultimate Weapon of the Conspiracy” and it would seem that the “non-fictional” status blurs the line between fiction and non-fiction.
  • Missile Defense: The RadarMatrix site goes one step further than the missile tracking proposed by Jerry E. Smith. The webmaster of RadarMatrix suggests that HAARP is actually the Strategic Defense Initiative and is capable of destroying incoming missiles. There is simply nothing to support this claim and the suggestion that civilian scientists would be present and operating the HAARP facility were that it’s real use seems rather improbable.
  • Weather Control: Also promoted by RadarMatrix and other sites is the belief that HAARP can control the weather. This theory is also endorsed by Mr. Smith. In the case of RadarMatrix, this is tied into the radar anomalies observed at NEXRAD weather radar sites. Again, there is no evidence to support this. HAARP does its work in the 100km-350km altitude range within the E and F levels of the ionosphere while all weather occurs in the troposphere which only extends up to about 14-18km. I’ve seen no explanation by those that subscribe to the HAARP/Weather Control theory how it is that HAARP can control the weather when it is operating at an altitude at least 7 times higher than where weather occurs. Again, it seems there is no scientific or logical reason to believe a HAARP/Weather Control conspiracy.
  • Mind Control: You probably knew it was coming, but there are those that believe that HAARP can actually offer some kind of mind control or “mood” control. Again, Jerry E. Smith is no stranger to this theory and his HAARP book discusses this, too. According to this site (and I have not verified the information), certain extremely low frequency (6-11 Hertz) waves can cause a person to feel good or depressed. Apparently those that believe in HAARP mind control have somehow come to believe that HAARP not only operates at these frequencies (rather than the 2,700,000 – 10,000,000 Hertz it is known to operate at), but that it can somehow do it remotely–i.e., somehow target the “mind control” to other areas of the earth from Alaska. Once again, it’s not so much the evidence against this theory as it is the complete lack of any evidence to support it.

As you can see, you can pretty much pick whatever you want to believe HAARP is capable of and you’ll probably findsome conspiracy theory promotes that belief. People like Jerry Smith have pretty much decided to pick allof them. But what all these theories have in common is a lack of scientific basis or supporting evidence. They are all based on speculation and usually cite each other as sources for the information providing a very convenient “circular logic” that allows them to build the theories higher and higher while never providing any real evidence for any of it.

DETECTING HAARP ACTIVITY

Sites such as this one suggest that they can detect when HAARP is active by listening to 3.39MHz. In this case, the site indicates that HAARP came on in a “standby mode at the highest daytime transmitter power.” Ignoring for a moment the fact that “standby” and “highest transmitter power” seem to be direct contradictions, HAARP doesn’t have a “standby” mode nor does it nor has it transmitted at 3.39MHz except for a HAARP-to-HAM radio test years ago. (Source). Sites that suggest that they can detect when HAARP is operating based on monitoring the 3.39MHz frequency seem to be barking up the wrong tree.

THE PATENTS

Something else that conspiracy theorists will point to are registered patents that have something to do with HAARP.

  1. Patent 4,686,605
    “Method and apparatus for altering a region in the earth’s atmosphere, ionosphere, and/or magnetosphere”
    This patent is referred to as the key document.However, this patent covers a technology whereby “excitation of electron cyclotron resonance is about 1 watt per cubic centimeter” while HAARP only achieves 3 microwatts per cm2–thus the patent specifies an energy 333,333 times greater than what HAARP is capable of. Further, the patent requires “excitation of electron cyclotron resonance is initially carried out within the ionosphere and is continued for a time sufficient to allow said region to rise above said ionosphere“. In other words, it is the intent of this patent to actually move plasma from the ionosphere abovethe ionosphere. HAARP does not do this.In short, the “evils” attributed to this patent (interference with satellites, aircraft, missiles, etc.) depends to a great extent in applying over 300,000 times as much power as HAARP is capable of applying. Considering that 3.6 Megawatts is needed by HAARP to achieve 3 microwatts per cm2, it would appear that the device described in the patent would require 300,000 times that: 1,080,000 megawatts which is 1.08 terawatts.Let’s put that in perspective.If we compare that to the fact that the world currently consumes about 12 trillion watts (12 terawatts) we can conclude that the energy consumed by HAARP to achieve the power indicated by the patent would require approximately 8% of all the energy currently produced in the world. That’s basically the same amount of power consumed by the countries of the United Kingdom, Mexico, Italy, Spain and Pakistan put together. (Source).Alternatively, it’s over 1/4th of all the power production capability of the United States.Another way of looking at it is that the most powerful nuclear reactorsin the U.S. are capable of producing about 1.1 megawatts of electricity each. So HAARP would need about 1000 nuclear plants to generate all the power it would need.And they get all this power out of six 3600-HP diesel generators? (Source). Or where, in the picture to the right, do we see sufficient energy production capability?
  2. Patent 5,068,669
    “Power Beaming System”
    Another patent that conspiracists point to is this one that is owned by the same company (APTI) that owns the previous patent. The suggestion, I guess, is that if they own a patent similar to HAARP and they also own this patent that relates to beaming energy from one place to another, that HAARP must be beaming energy.However, the technology described in this patent is verydifferent from that at HAARP.

    1. This patent speaks of electromagnetic radiation produced at frequencies of 18-35 GHz while HAARP is only capable of operating between 2.8 and 10.0 MHz. The frequencies required by this patent are about 6000 times higher than that produced by HAARP.
    2. This patent requires transmitting antennas on a “movable pedestal.” HAARP simply does not have such a movable pedestal.
    3. This patent speaks of a single antenna whereas HAARP has 180 individual antennas.
    4. This patent speaks of transmitting relatively low amounts of power to an airborne object, such as a plane or satellite. Much of the patent talks about the fact that the device receiving the energy must transmit a “tracking signal” so that the system may beam the energy to the right place. HAARP does not have such a capability. Even if it did, this patent covers energy transmission to an airborne object, not ground-to-ground energy transmission nor does it provide a way for HAARP to “target” its energy to some specific point on earth.

    There seems to be no relation between HAARP and this patent whatsoever.

  3. Patent 5,041,834
    “Artificial ionospheric mirror composed of a plasma layer which can be tilted”
    This patent is very similar to the first one mentioned above in that it discussed an atmospheric ionospheric mirror (AIM). The only real difference is this one talks about how to create such an AIM that has an angle to it. That is, the first patent talks about an AIM created at a specific altitude while this one talks about how to create it with an angle. This would allow a radio wave to be bounced off it with more accuracy.This patent does, in fact, talk about aiming a radio wave, but it should be noted that the work of the antennas themselves are always right above the installation. It can’t create such an AIM somewhere else–only right above it. It is assumed that another antenna near the installation would then transmit a communication signal and bounce it off the ionospheric mirror and, thus, achieve communication over the curvature of the earth. But, still, the radio signal bounced off the AIM could only be bounced to points that are visible from wherever the ionospheric mirror is created. Even at 100-350km you couldn’t reach the other side of the world to target earthquakes in Iran like some sites suggest.In summary, they point to interesting patents but the patents themselves don’t accurately describe HAARP. About the only thing they have in common is that they both modify, in some way, the ionosphere.

THE HYPE

Many websites talk about HAARP and state erroneous information and, based on that, take them to their illogical conclusion. Some common inaccurate information is:

  1. Power of HAARP in Billions of Watts. Sites such as this claim that HAARP is capable of transmitting a billion watts and eventually will be able to transmit 4.7 billion wants. In fact, the transmission power of HAARP is limited to 3.6 million watts, of which only 80% (2.8 million watts) is actually transmitted into the ionosphere due to antenna inefficiencies. Sites like the one just cited misstate the power of HAARP by over 3 orders of magnitude–that is, they’re off by more than a factor of 1000. So far I haven’t seen any of these sites provide any factual basis for their claims.
  2. HAARP has Ground-Penetrating Capabilities. This site claims that in 1994 the Congress froze “funding on HAARP until planners increased emphasis on earth-penetrating uses for nuclear proliferation efforts.” The only thing I’ve found that comes close to this claim is this documentwhich reads (on page 728):

    Of the funds authorized in fiscal year of 1996, the conferees recommend that $1.5 million be available for the exploration of the “deep digger” concept for hard target characterization, and that $5.0 million be available for the high frequency active auroral research program (HAARP).

    While HAARP is mentioned in the same sentence as something that would appear to be “ground-penetrating” (i.e. the deep digger), reading the above excerpt causes me to think that the deep digger concept and HAARP are two separate issues. Certainly the only thing that remotely links them is that they’re mentioned so close together, but the sentence structure doesn’t appear to me to necessarily link the two.

CONCLUSION

HAARP almost definitely exists for its stated purpose. While it is not impossible that research conducted there may eventually yield information that is of military value, this is true of virtually any research in any field.

There doesn’t seem to be any convincing evidence, however, that HAARP can cause earthquakes, control the weather, detect missiles, destroy missiles, or engage in mind control. These theories appear to be vague speculation from conspiracy theorists that cite each other as sources and, thus, build theories that have no factual basis.

Of course, it is always possible that information in the future could show that something clandestine is occurring at HAARP. But until such information or evidence is made available there is simply no basis in fact to believe any of the wild conspiracy theories as they relate to HAARP. It would seem much more probable that the theories are simply the result of active imaginations on the part of conspiracy theorists and/or the efforts of certain quacks to sell their books and DVDs on the topic.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s