อะไรๆ ก็ HAARP?

ในกระแสของข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทในปัจจุบัน การหยิบข้อมูลตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยมาปั่นกระแสหรือสร้างข้อมูลใหม่สามารถทำได้โดยง่าย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่ผู้ที่นำข้อมูลเหล่านั้นมาผสมปนเปกันมักไม่มีพื้นฐานข้อมูลเดิมอยู่เลย เพียงแต่อาศัยคำนำหน้าชื่อหรือเกียรติบัตรที่เคยได้รับมาในแขนงอื่น มาสนับสนุนความน่าเชื่อถือของตนเอง

(ขออภัยที่ไม่ได้ลงที่มาเอกสารอ้างอิงทั้งหมด เพราะเยอะมากๆผมเลยใช้วิธีลิงค์กลับไปที่บทความต้นฉบับซึ่งผู้ที่สนใจสามารถกดตามลิงค์ที่ขีดเส้นใต้สีน้ำเงินไปได้เลยครับ)

วันนี้ขอมาคุยเรื่อง HAARP (High Frequency Active Aurora Research Program) ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าเป็นต้นเหตุของสารพัดภัยพิบัติทางธรรมชาติตั้งแต่ฝนตกหนัก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การจลาจล การควบคุมจิตใจมวลชน บลาๆๆๆๆ..

ผมขออนุญาตยกข้อความที่อ้างอิงเกี่ยวกับ HAARP จากเวปในภาษาไทยเวปหนึ่งมานะครับ (http://www.oknation.net/blog/nidnhoi/2011/10/10/entry-5) ซึ่งเวปนี้ได้อ้างข้อมูลของ Jesse Ventura อดีตผู้ว่าการรัฐมินเนสโซตา และอดีตนักมวยปล้ำ http://en.wikipedia.org/wiki/Jesse_Ventura ซึ่งสามารถเข้าไปอ่านประวัติได้ในลิงค์ wikipedia ซึ่งจากประวัติการศึกษาพบว่าเขาจบม.6 ก่อนที่จะเข้าเป็นนาวิกโยธินในสงครามเวียตนาม และออกมาประกอบอาชีพนักมวยปล้ำ

ขออนุญาตยกตัวอย่างบทความมาบางส่วนนะครับ

อ่านเพิ่มเติม

สึนามิที่สูงที่สุดในโลก

ข้อมูลจาก geology.com และ wikipedia

หลายคนเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับสึนามิว่า สามารถเกิดได้สูงสุดแค่ไหน และในประวัติศาสตร์โลกเคยบันทึกความสูงของสึนามิมากที่สุดระดับใด เราลองมาหาคำตอบกันครับ

สึนามิที่มีความสูงมากที่สุดในโลกที่เคยมีการบันทึกไว้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 1958 ที่อ่าว Lituya รัฐ Alaska ของสหรัฐอเมริกา

ตำแหน่งของอ่าว Lituya และระดับความรุนแรงถึง XI Mercalli scale หรือขนาด 7.7 ริกเตอร์

ได้มีการบันทึกความสูงของคลื่นสึนามิครั้งนี้ว่าสูงถึง 1,720 ฟุต หรือ 524 ม. ซึ่งวัดจากระดับของต้นไม้ที่ถูกทำลายตามแนวขอบของอ่าว Lituya สาเหตุของสึนามิครั้งนี้เกิดจากหินบริเวณสุดอ่าวมีการถล่มหลังจากเกิดแผ่นดินไหวตามแนวรอยเลื่อน Fairweather

จากภาพจะเห็นลักษณะทางภูมิประเทศของอ่าว Lituya และเห็นแนวพท.สีแดงทางมุมขวาบนซึ่งเกิดหินถล่มลงอ่าวและเกิดสึนามิตามมาในแนวจากขวาไปทางซ้าย เส้นสีเหลืองคือแนวขอบอ่าว Lituya ซึ่งถูกคลื่นทำลาย ภูมิประเทศบริเวณนั้นเป็นภูเขาสูงขนาบทั้งสองฝั่ง

ภาพถ่ายอ่าว Lituya 1สัปดาห์หลังเกิดสึนามิ จะเห็นด้านในของอ่าวยังมีรอยจากหินถล่มและแนวสีเทาอ่อนซึ่งเป็นแนวกวาดของสึนามิออกมา

ภาพถ่ายด้านข้างอีกภาพแสดงแนวทำลายของสึนามิตามแนวของอ่าว Lituya

อย่างไรก็ตามสึนามิที่เกิดถือว่าเป็นสึนามิเฉพาะที่ซึ่งเกิดจากลักษณะภูมิประเทศที่เสี่ยงอยู่แล้ว ไม่ได้มีผลกระทบในบริเวณกว้างเหมือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวกลางมหาสมุทรหรือภูเขาไฟหรือหินถล่มกลางมหาสมุทร แต่ก็มีเรือที่จอดอยู่ในอ่าว 3 ลำเสียหายและมีผู้สูญหาย 2 คน ซึ่งโมเดลอ่าว Lituya จะถูกนำมาศึกษาเพิ่มเติมถึงโอกาสเกิดสึนามิในครั้งต่อๆไป

อย่างไรก็ตาม สึนามิที่อ่าว Lituya เป็นเพียงครั้งที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต โลกเราเคยเผชิญหลายเหตุการณ์ที่เคยสร้างสึนามิที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่ามาแล้ว ซึ่งมีการบัญญัติคำว่า megatsunami หรือ iminami (斎波?, “purification wave” ในภาษาญี่ปุ่น ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้

* 65 ล้านปีก่อน เกิดอุกาบาตพุ่งชนโลกที่คาบสมุทรยูคาตันในประเทศเมกซิโกปัจจุบัน ก่อให้เกิด Megatsunami สูงถึง 3 กม. ซึ่งสามารถจมเกาะมาดากาสการ์ได้มีการเปรียบเทียบความรุนแรงว่าสูงถึงแผ่นดินไหวขนาด 12 ริกเตอร์

*เมื่อ 35 ล้านปีก่อนที่อ่าว Chesapeake มีอุกาบาตพุ่งชนและเกิด megatsunami ตามมา

*ท่ี Seton portage บริติชโคลัมเบีย แคนาดา เกิด megatsunami น้ำจืดซึ่งเกิดจากการถล่มของแนวเขา Cayoosh และเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ตามมา

*ประมาณ 8,000 ปีก่อน เกิดดินถล่มจากการระเบิดของภูเขาไฟ Etna ในอิตาลีก่อให้เกิด megatsunami ไปทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งสามฝั่งทวีป

*เมื่อ 7,000 เกิดดินถล่มที่เรียกว่า Storegga slide ที่สแกนดิเนเวีย ส่งผลให้เกิด megatsunami ในแถบทะเลเหนือและทะเลนอร์วีเจียน

* ประมาณ6,000 ปีก่อน เกิดดินถล่มที่เกาะ Reunion ทางตะวันออกของเกาะมาดากัสการ์ อาจเกิด megatsunami ตามมาได้

*นอกจากนี้ในแถบหมู่เกาะฮาวายยังเคยเกิดการระเบิดของภูเขาไฟหลายครั้งในช่วงหลายล้านปีที่ผ่านมาและเกิดการถล่มของเกาะหลังจากการระเบิดซึ่งอาจก่อให้เกิด megatsunami หลายครั้ง

พื้นที่ในอนาคตที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด megatsunami

รัฐบริติชโคลัมเบียในแคนาดา นักธรณีพบความไม่เสถียรที่ผิวหน้าภูเขา Breakenridge ทางปลายด้านเหนือของ fjord ในทะเลสาบ Harrison ซึ่งหากถล่มลงมาอาจเกิด megatsunami น้ำจืดเมือง Harrison Hot Spring ได้

เกาะ Canary ในมหาสมุทรแอตแลนติคนอกชายฝั่งสเปน นักธรณีวิทยาคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ Cumbre Vieja บนเกาะ La Palma จากการประเมินมวลของภูเขาไฟเบื้องต้นคาดว่าหากเกิดการระเบิดใหญ่และตัวเกาะถล่มลงมหาสมุทรแอตแลนติคอาจเกิดสึนามิที่จุดถล่มได้สูงถึง 1กม. หรือเกิดสึนามิสูงถึง 50ม.เมื่อพัดเข้าสู่ทะเลแคริบเบียนและชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

หมู่เกาะฮาวาย จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าหมู่เกาะฮาวายเต็มไปด้วยภูเขาไฟที่ยังมีการประทุอยู่เรื่อยๆ มีการคาดการณ์ว่าหากเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ Kilauea และ Mauna Loa จนเกิดการถล่มของภูเขาไฟลงมา อาจเกิดสึนามิที่สูงถึง 1 กม.ได้เช่นกัน

หมู่เกาะ Cape Verde บริเวณเชิงผาด้านข้างของภูเขาไฟหลายแห่งสามารถเกิดแผ่นดินถล่มลงทะเลและเกิด megatsunami ตามมาได้เช่นกัน

ม.คอร์เนลล์พยากรณ์ ฤดูหนาวปีนี้มาแรง

ขอบคุณข้อมูลจาก http://phys.org/news/2012-06-arctic-ice-stage-cold-weather.html

จากปรากฏการณ์น้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือละลายเร็วกว่าปกติ และมีปริมาณน้ำแข็งที่ผิวน้ำเหลือน้อยกว่าปกติ ทำให้นักวิทยาศาสตร์จากม.คอร์เนลล์พยากรณ์ฤดูหนาวปีนี้ไว้น่าสนใจทีเดียวครับ

ศจ. Charles H. Greene และ ดร. Bruce C. monger จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ปฐพีและบรรยากาศ ม.คอร์เนลล์ ได้กล่าวถึงผลของการเปลี่ยนแปลงน้ำแข็งขั้วโลกเหนือว่า หลายคนคิดว่าการที่น้ำแข็งละลายดูเหมือนเป็นเรื่องเล้กน้อย แต่จริงๆแล้วปริมาณน้ำแข็งที่ลดลงทำให้ท้องทะเลเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำเงินเข้มของน้ำ และมีการสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่ชั้นบรรยากาศลดลง ผลที่ตามมาคือทำให้ท้องทะเลดูดซึมความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น และระบายความร้อนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิในเขตขั้วโลกเหนือกับเขตอบอุ่นน้อยลง เป็นผลให้ลมขั้วโลก AO (Arctic oscillation) มีความแรงลดลงหรือเป็นลบ ส่งผลให้กระแสลมในช่วงฤดูหนาวพัดเข้าสู่สหรัฐฯฝั่งตะวันออกและยุโรปมากขึ้นเหมือนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 ที่ผ่านมา

จากภาพจะเห็นทิศทางของลม AO เมื่ออ่อนตัวลง(ลูกศรสีเหลือง) ในขณะที่ความกดอากาศบริเวณขั้วโลกสูงขึ้น และกระแส Jet stream ซึ่งพาความร้อนและความชื้นจากมหาสมุทรแปซิฟิคสู่ทวีปอเมริกาเหนือ(ลูกศรสีดำ) เลื่อนต่ำลงมา

ศจ.Greene กล่าวว่า ผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศของขั้วโลกเหนือส่งผลให้เกิดการแปรปรวนของลม AO อย่างรุนแรง โดยเฉพาะรายงานอากาศเย็นจัดทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐและยุโรปในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันอย่างมากของระบบภูมิอากาศของโลก ในขณะที่ปรากฏการณ์เอล ณิญโญ่และลาณิญญ่า ก็มีส่วนต่อบางภูมิประเทศเช่นกัน โดยในปีนี้ ศจ. Greene เชื่อว่า ความรุนแรงของปรากฏการณ์ ลาณิญญ่าในมหาสมุทรแปซิฟิกจะส่งผลให้เกิดอากาศอบอุ่นในบางส่วนของสหรัฐฯฝั่งตะวันออกด้วยเช่นเดียวกัน

จารึกวันสิ้นโลกของชาวเกาะอีสเตอร์

ข้อมูลที่นำเสนอมาจากงานค้นคว้าของดร. Robert M. Schoch http://www.robertschoch.com/ และเวปไซด์ Wikipedia.org สามารถอุดหนุนงานของ ดร. Schoch ได้ที่ 

ก่อนอื่นขออนุญาตเล่าที่มาของจารึกRongorongo ก่อนนะครับ จารึกฉบับนี้ถูกค้นพบที่เกาะอีสเตอร์ ซึ่งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อศตวรรษที่ 19 ในช่วงแรกไม่มีใครสามารถแปลจารึกฉบับนี้ได้ เพราะเป็นรูปแบบของอักขระ proto-writing

จารึก Rongorongo เป็นจารึกที่สลักลงบนแผ่นไม้กว่า 20 แผ่นและเสียหายไปบางส่วน ปัจจุบันถูกเก็บรักษาตามห้องสมุดต่างๆยกเว้นที่เกาะอีสเตอร์ และมีรูปร่างแปลกๆเป็นภาพเหมือนคน สัตว์ต่างๆในอิริยาบทต่างๆกัน ซึ่งจะนำมาให้ดูต่อไป

ภาพระยะใกล้ของจารึก Santiago

ภาพที่พยายามมีการตีความจากจารึกบางส่วน

งานศึกษาของ Pozdniakov ในปี 2007 มีการรวบรวมตัวอักษรจากจารึก Rongorongo ไว้เป็นหมวดหมู่ดังนี้

ปัญหาของการตีความจารึกนี้เกิดจากการที่ภาษา Rongorongo ถูกคิดขึ้นที่เกาะอีสเตอร์เพียงที่เดียว ไม่มีรากฐานที่เชื่อมโยงกับภาาาอื่นๆ และจารึกที่สลักลงบนไม้ทำให้เสียหายได้ง่าย นอกจากนี้ชาว Rapanui ซึ่งเป้นชนพื้นเมืองของเกาะอีสเตอร์ถูกกลุ่มเชื้อชาติ Tahitian เข้ามาเจือปนในวัฒนธรรมมาหลายร้อยปีทำให้ผู้ที่สามารถเข้าใจภาษาเดิมไม่เหลืออยุ่เลย สำหรับการพยายามตีความจารึก Rongorongo สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ใน http://en.wikipedia.org/wiki/Decipherment_of_rongorongo

คราวนี้มาเข้าเรื่องงานค้นคว้าของดร. Schoch กันนะครับ ดร. Schoch ได้เดินทางไปทำการวิจัยที่เกาะอีสเตอร์เมื่อปี 2010 หลังจากที่ได้ศึกษารูปแบบของจารึก Rongorongo ที่เหลืออยู่ เทียบกับงานวิจัยของ ดร. Peratt ซึ่งศึกษารูปแบบของ Plasma ในชั้นบรรยากาศโลกแล้ว ก็พบความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ดังภาพ

ทางซ้ายมือของภาพเป็นแบบจำลองพลาสมาในชั้นบรรยากาศด้วยคอมพิวเตอร์ ภาพตรงกลางเป็นภาพสลักตามผนังถ้ำซึ่งคณะของดร.Peratt ได้รวบรวมมาจากทั่วโลก ภาพด้านขวาเป็นรูปอักขระโบราณ Rongorongo จากเกาะอีสเตอร์

สิ่งที่ดร. Schoch สงสัยคือความเหมือนกันของักขระโบราณและภาพสลักผนังถ้ำทั่วโลก ซึ่งหากดูภาพรวมแล้วน่าจะบ่งบอกถึงเหตุการณ์อะไรบางอย่างซึ่งเคยเกิดขึ้นนระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งเมื่อยึดตามงานวิจัยของดร.Peratt แล้ว ภาพพลาสม่าเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากการปล่อยพลังงานขั้นมหาศาลจากดวงอาทิตย์ในช่วง 8,000 – 10,000 ปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น (อ่านรายละเอียดงานวิจัยของดร. Peratt ได้ที่นี่ และ ที่นี่)

นอกจากนี้ดร. Schoch ยังพบความสัมพันธ์ของอักขระ Rangorango กับภาพวาดขนาดยักษ์ที่ที่ราบสูงนาซคาด้วย

ดร. Schoch ตั้งสมมติฐานว่าจารึก Rongorongo เป็นการบันทึกปรากฏการณ์บนท้องฟ้าขณะเกิดกระแสพลาสมาพลังงานสูงถูกส่งเข้าสู่โลกของเรา โดยมีรูปร่างเรียงตามลำดับ เมื่อนำมาประกอบกับตำนานพื้นเมืองของชาว Rapa Nui ที่บันทึกโดยนักสำรวจ Francis Maziere ซึ่งเล่าว่า

“ในสมัยของราชา Rokoroko He tau ท้องฟ้าได้ถล่มลง

ตกลงมาจากเบื้องบนสู่พื้นโลก

ผู้คนร่ำร้องไปทั่วว่า ท้องฟ้าล่มแล้วในสมัยราชา Rokoroko He tau

พระองค์ทรงมั่นคง รออยู่ชัวเวลาหนึ่ง ท้องฟ้าก็กลับไปยังที่ที่มันเคยอยู่”

ซึ่งเมื่อตรวจสอบกับจารึกหลายๆแผ่นของจารึก Rongorongo แล้วล้วนมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้อความที่บันทึกน่าจะมาจากแหล่งเดียวกันและเล่าเรื่องราวเดียวกัน ซึ่งถ้ามีเวลาจะนำงานวิจัย Gobekli Tepe ซึ่งเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ในประเทศตุรกีมาเล่าให้ฟังต่อครับ เพราะมีลักษณะและลวดลายของหลักจารึกที่คล้ายคลึงกันมาก แต่ดร. Schoch ได้สรุปว่าทั้งหมดล้วนบอกถึงภัยพิบัติที่เกิดจากพายุพลาสมาที่ลงมายังโลก ผู้คนที่ต่างหลบหนีในถ้ำ ในอาคารที่สร้างด้วยหินซ้อนๆกัน ใต้หน้าผา ก่อนที่โลกเราจะเข้าสู่ยุคมืดนานนับพันปีจนเราลืมอารยธรรมที่มีมาก่อนหน้านี้ไปจนหมด

หากสมมติฐานเป็นจริง โลกของเราได้เผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากดวงอาทิตย์ในรูปของการระเบิดใหญ่ เป็นผลทำให้เกิดการสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง และสิ้นสุดอารยธรรมยุคก่อนหน้านี้ไปแทบทั้งหมด และมนุษย์ที่เหลือรอดต่างพยายามบันทึกเหตุการณ์นี้ในหลุมหลบภัยของตนเพื่อเตือนคนรุ่นหลังถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งก่อนหน้านี้ ดร. Schoch ได้เคยตีพิมพ์ผลงานสำคัญเกี่ยวกับอารยธรรมที่ล่มสลายรวมไปถึงการปรับแก้อายุของปีรามิดที่กิซาห์และสฟิงค์ว่าน่าจะมีอายุยาวนานเกิน 8,000 ปีก่อนหน้านี้ด้วย (รอหนังสือของดร. Schoch ออกก่อนนะครับ จะพยายามรวบรวมมาเล่าต่ออีกตอนหนึ่ง)

สถานการณ์ล่าสุดเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่ฟุคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://modernsurvivalblog.com/current-events-economics-politics/fukushima-building-4-is-bulging-and-leaning/

http://www.tepco.co.jp/nu/fukushima-np/images/handouts_120525_07-j.pdf

http://www.nuc.berkeley.edu/forum/218/nuclear-expert-fukushima-spent-fuel-has-85-times-more-cesium-released-chernobyl-%E2%80%94-%E2%80%9Cit-woul

http://www.naturalnews.com/035789_Fukushima_Cesium-137_Plume-Gate.html

นับตั้งแต่ 11 มีนาคม 2554 ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป้นต้นมาจนถึงบัดนี้ เรื่องราวของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมืองฟุคุชิมะ ดูจะไม่จบปัญหาลงง่ายๆ เพราะการเก็บกู้แท่งปฏิกรณ์โดยเฉพาะในตึกหมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้าฯดูจะเป็นไปได้ยากทีเดียวเราลองมาดูข้อเท็จจริงของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 กันก่อน

ข้อเท็จจริงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะ

– เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 มีแท่งปฏิกรณ์ 1,535 แท่งซึ่งยังคงประสิทธิภาพในการแผ่รังสีระดับสูงอยู่

– ด้วยจำนวนแท่งปฏิกรณ์ขนาดนั้น สามารถแผ่รังสีได้ถึง 37 ล้านคูรี

– แท่งปฏิกรณ์ถูกเก็บในถังคอนกรีต ซึ่งอยู่สูง 100ฟุตจากพื้น บนตัวอาคารปฏิกรณ์ซึ่งส่วนของถังเปิดโล่งด้านบน

– นายโรเบิร์ต แอลวาเรซ อดีตที่ปรึกษาอาวุโสด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯเคยประเมินว่า ถ้าหากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงและตัวอ่างเก็บน้ำคอนกรีตที่ปกป้องเตาปฏิกรณ์เกิดรั่วไหลออกมา จะทำให้เกิดเพลิงไหม้จากแท่งรังสีและจะมีการปล่อย Cs-137  ในปริมาณที่มากกว่าโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลที่เคยเกิดการระเบิดถึง 10 เท่า (http://www.nuc.berkeley.edu/forum/218/nuclear-expert-fukushima-spent-fuel-has-85-times-more-cesium-released-chernobyl-%E2%80%94-%E2%80%9Cit-woul)

– ณ.เวลานี้ อ่างเก็บน้ำที่บรรจุแท่งปฏิกรณ์อยู่มีสภาพชำรุด และได้รับการประเมินจากทาง TEPCO อยู่ตลอดเวลา

– นายแอลวาเรซ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายแท่งปฏิกรณ์เหล่านี้ถูกทำลายและใช้งานไม่ได้ เช่นเดียวกับอาคารเก็บเตาปฏิกรณ์อีก 3 หลังที่อยู่ใกล้กัน และมีแท่งปฏิกรณ์อีก 6,375 แท่ง จากทั้งหมด 11,421 แท่งที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะ ซึ่งสามารถปล่อยรังสีได้ถึง 336 ล้านคูรี และเป็นส่วนของ Cs-137 134 ล้านคูรี หรือประมาณ 85 เท่าของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ซึ่งปริมาณขนาดนี้เพียงพอที่จะทำลายสิ่งแวดล้อมของโลกเรารวมไปถึงอารยธรรมของมนุษย์ลงได้และมีผลต่อการอยู่รอดของมนษย์ (http://akiomatsumura.com/2012/04/682.html )

– บริษัทที่ออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมะคือ เจเนอรัลอิเลคทริก ซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อการนำเสนอข้อมูลต่อสื่อสาธารณะ

สำหรับข้อมูล update โรงไฟฟ้าฟุคุชิมะ สามารถติดตามได้ที่ http://fukushima.greenaction-japan.org/

แล้วปัจจุบัน สถานการณ์ของโรงไฟฟ้าหมายเลข 4 ถือว่าปลอดภัยแล้วยัง ?

จากเอกสารที่เปิดเผยโดย Tepco ล่าสุดซึ่งได้ทำการตรวจสอบไปเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2555 ที่ผ่านมา (http://www.tepco.co.jp/nu/fukushima-np/images/handouts_120525_07-j.pdf) ผมขอสรุปคร่าวๆตามเอกสารก่อนนะครับ

1. จากการที่มีการกลัวกันว่า ตัวอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 จะมีการเอียงหรือทรุดตัวนั้น ทาง TEPCO ได้ทำการวัดด้วยกล้องอย่างละเอียด เพื่อประเมินระดับน้ำในถังน้ำที่เก็บแท่งปฏิกรณ์ พบว่าระดับน้ำทุกจุดยังมีความลึกเท่ากัน ซึ่งยืนยันได้ว่าตัวอาคารยังไม่มีการเอียงแต่อย่างใด

2. ผนังภายในของถังน้ำที่บรรจุแท่งปฏิกรณ์ ยังอยู่ในสภาพปกติ ได้มีการตรวจสอบความสามารถรับแรงกระแทกของผนัง สามารถทนแรงกดได้เท่าเดิม

3. สำหรับตัวผนังอาคารภายนอกนั้น จากการวัดด้วยกล้อง พบว่าผนังอาคารชั้น 3 ด้านทิศตะวันตก มีอาการโป่งเอียงออกมาจากแนวเดิมประมาณ 33 มม.

ซึ่งจากเอกสารของทาง TEPCO ยังคงยืนยันความแข็งแรงของผนังอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 อยู่ และปฏิเสธการทรุดหรือเอียงตัวของตัวอาคาร

แล้วเราต้องกังวลอะไรหละ ?

แน่นอนครับ ณ.เวลานี้ดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ช่วง 20-21 พ.ค.2555ที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณเตือนจากการเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กหลายครั้งใกล้กับฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น และห่างจากเมืองฟุคุชิมะเพียง 170 ไมล์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของเพลทแปซิฟิคที่เริ่มมีการขยับตัวบริเวณนั้นอีกครั้งหนึ่ง

(http://modernsurvivalblog.com/earthquakes/japan-earthquake-swarm-may-be-endangering-fukushima-nuclear-reactors/)

ประกอบกับงานวิจัยด้านแผ่นดินไหวของผู้เชียวชาญด้านแผ่นดินไหวของม.โตเกียว (http://www.earth-issues.com/predicting-a-major-earthquake-to-hit-tokyo-soon/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=predicting-a-major-earthquake-to-hit-tokyo-soon&utm_medium=referral&utm_source=pulsenews) ศจ. Shinichi Sakai พบว่าหลังจากเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ตั้งแต่ 11 มีนาคม 2554 เป็นต้นมา เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กรอบกรุงโตเกียว ซึ่งจากการคำนวณแล้ว เชื่อว่าภายใน 4 ปีข้างหน้านี้ กรุงโตเกียวมีโอกาสอาจเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ถึง 70 % เลยทีเดียว และแน่นอนไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า ถังน้ำที่บรรจุแท่งปฏิกรณ์ที่เตาหมายเลข 4 จะยังปลอดภัยและไม่รั่วไหลอยู่หรือไม่ ซึ่งอาจจะหมายถึงหายนะทั้งตัวประเทศญี่ปุ่นเองรวมไปถึงประเทศใกล้เคียงและที่สำคัญที่สุด ด้านฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯและแคนาดาตั้งแต่รัฐอลาสกาเป็นต้นมาเป็นพื้นที่อันตรายไปด้วย ตามทิศทางการไหลของกระแสน้ำและลม

ในกรณีนี้ อย่าลืมติดตามข่าวไว้นะครับ โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางไปมาแถบนั้นหรือคนที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ควรเตรียมแผนฉุกเฉินไว้เสมอและเตรียมแผนอพยพออกในทันที หากเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่กรุงโตเกียว

ภาพ Infographic ของยาน Dragon โดย Space-X

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.space.com , http://rocketry.wordpress.com/ และ www.spacex.com

ยานดรากอน เป็นโครงการของ NASA ที่ให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนเพื่อสร้างยานที่สามารถบรรทุกสัมภาระหรือคนขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศระดับล่าง โดยเฉพาะที่สถานีอวกาศนานาชาติได้ เพื่อทดแทนยานกระสวยอวกาศที่เพิ่งปลดระวางไปเมื่อปีที่แล้ว และเป็นการลดต้นทุนด้านการดำเนินงานของ NASA ในการผลิตและจัดสร้างจรวดขึ้นมาใหม่และการบำรุงดูแลรักษาให้สามารถใช้งานได้

โดยในการปล่อยครั้งแรกเมื่อวานนี้ เป็นการบรรทุกเฉพาะสัมภาระไปยังสถานีอวกาศนานาชาติก่อน นอกจากนี้ยานดรากอนยังสามารถบรรทุกนักบินอวกาศขึ้นไปได้ถึง 7 คน พร้อมสัมภาระด้วย และชิ้นส่วนของยานสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทั้งหมด

จากภาพด้านล่างจะเห็นว่า ยานดรากอนสามารถขนส่งสัมภาระได้มากกว่ากระสวย Progress M1 ของรัสเซีย แต่ยังไม่เท่ากับกระสวย ATV ขององค์การบริหารอวกาศร่วมยุโรป แต่ก็สามารถลดภาระและความเสี่ยงของการมีกระสวยอวกาศไว้ใช้งานต่อไปได้

สำหรับจรวดที่ใช้ในการขนส่งยาน Dragon คือจรวด Falcon-9 ซึ่งเป็นจรวด 2 ท่อน มีความสูงใกล้เคียงกับกระสวยอวกาศแลจรวดโซยุสของรัสเซีย

สำหรับวิธีการเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ จะเป็นดังภาพ

ภาพการปล่อยจรวด Falcon-9 เมื่อ 22 พ.ค. 2555

ดาวฤกษ์ใกล้เคียงดวงอาทิตย์เราสามารถเกิดการระเบิดใหญ่ได้

ขอขอบคุณข้อมูลจากสำนักข่าว บีบีซี

จากการศึกษาโดยทีมงานศจ.ฮิโรยูกิ มาเอฮาร่าร่วมกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ พบว่า ดาวฤกษ์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์สามารถเกิดการระเบิดใหญ่ที่เรียกว่า Super solarflare ได้ซึ่งมีพลังสูงกว่าการระเบิดปกติที่ดวงอาทิตย์ถึง 1 ล้านเท่า

ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลจากดาวฤกษ์กว่า 83,000 ดวงในเวลา 120 วัน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ความถี่ และขนาดพลังงานของการระเบิดในรูปแบบนี้

สรุป

  • – ดาวฤกษ์ที่ใกล้เคียงดวงอาทิตย์ของเราอาจเกิด superflare ที่มีความรุนแรงกว่า 1 ล้านเท่าของการระเบิดปกติได้
  • – นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจสาเหตุของปรากฏการณ์นี้
  • – Superflares อาจทำให้เกิดโครงสร้างทางเคมีที่เอื้ออำนวยต่อชีวิตได้

Artistic rendition of a

enlarge

ภาพจำลองการเกิด superflare บนดาวฤกษ์ที่คล้ายกับดวงอาทิตย์ โดยทีมงานศจ.ฮิโรยูกิ มาเอฮาร่าแห่งม.เกียวโต ซึ่งเชื่อว่าจะสัมพันธ์กับจุดดับขนาดใหญ่กว่าที่เราพบบนดวงอาทิตย์ของเรามากและ Superflare อาจเกิดได้ในบริเวณจุดดับนั้นๆ
Hiroyuki Maehara (Kwasan and Hida Observatories, Graduate School of Science, Kyoto University)

เบื้องต้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์ในกลุ่ม Hot Jupiter (ดาวเคราะห์ที่มีขนาดใกล้เคียงหรือใหญ่กว่าดาวพฤหัสฯและโคจรห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะ 0.015-0.5 au) อาจจะเป็นส่เหตุของ Superflare นี้ โดยเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิด magnetic reconnection และเกิด superflare ตามมา

แต่ข้อมูลที่เราได้รับจากกล้องเคปเลอร์พบดาวเคราะห์ hot Jupiter เพียง 10% ในดาวฤกษ์ที่เกิด superflare นี้ ในขณะที่ทีมของศจ.ฮิโรยูกิไม่พบความสัมพันธ์นี้เลยทำให้ทฤษฎีการเกิด superflare ยังไม่เป็นที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามศจ.ฮิโรยูกิเชื่อว่า ดาวฤกษ์ที่เกิด superflare เหล่านี้ น่าจะมีจุดดับขนาดใหญ่กว่าที่เราพบบนดวงอาทิตย์ของเรา แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจุดดับขนาดนั้นจะเกิดกับดาวที่คล้ายดวงอาทิตย์ของเราได้อย่างไร แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าดวงอาทิตย์ของเราสามารถเกิด superflare ระดับนั้นได้ เพราะการรุเบิดระดับนั้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาลต่อชีวิตบนโลก และเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ได้ ในขณะที่ทฤษฎีการสูญพันธุ์ในปัจจุบันยังเชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก หรือเกิดการเปลี่ยนแงภูมิอากาศแบบฉับพลันหรือเกิดภูเขาไฟระเบิดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามในระบบสุริยะที่เกิด superflare นั้นอาจมีวิวัฒนาการของชีวิตในรูปแบบต่างๆได้ และอาจมีสิ่งมีชีวิตที่มีความก้าวหน้ากว่าที่เราคาดคิด

อย่างไรก็ตาม ศจ.ฮิโรยูกิ ไม่เชื่อว่าดวงอาทิตย์ของเราสามารถเกิด superflare ได้ จากข้อมูลที่เราบันทึกในรอบ 2,000 ปีที่ผ่านมามีเพียง Carrington event ในปี 1859 เท่านั้นที่เกิดการระเบิดมากกว่า solar flare ธรรมดา 6.5 เท่า แต่ก็เพียง 1/1,000 ของ Superflare เท่านั้น ซึ่งดาวฤกษ์ที่จะเกิด superflare ได้จะต้องมีพลังงานการระเบิดในช่วง 1033-1036 erg ในขณะที่ดวงอาทิตย์ของเราสามารถเกิดการระเบิดสูงสุดเพียง 1032 erg ทุกๆ 450 ปีและมีโอกาสเพียง 0.2%ที่จะมีการระเบิดที่มีพลังงานสูงกว่านั้น

จากที่ได้กล่าวไว้ในบล้อคก่อนหน้านี้ การเกิด superflare จะต่างจากการเกิดโนวา ซึ่งการเกิดโนวาจะพบในระบบดาวฤกษ์คู่ (binary star) ที่มีการดึงดูดกาซไฮโดรเจนจากดาวดวงหนึ่งไปยังดาวแคระห์ขาวและกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์และการระเบิดตามมาและมีขนาดใหญ่กว่า superflare มาก ในขณะที่ superflare เรายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไรกันแน่